JAKAPAN's profilehatamala >>> cyberhunter...PhotosBlogListsMore Tools Help

JAKAPAN Yakoo

Occupation
Location
Interests
ก่อนจะลุกต้องผ่านซึ่งการล้ม
ก่อนจะคมต้องผ่านซึ่งการทื่อ
ก่อนจะเก่งต้องผ่านการฝึกปรือ
ก่อนมีชื่อต้องผ่านการฝึกคน
เมื่อลุกแล้วต้องก้าวต่อเร่งก่อสาน
คมแล้วหมั่นหัดให้แกร่งแรงอย่างสิงห์
เมื่อเก่งแล้วอย่าลืมตัวมัวประวิง
มีชื่อแล้วอย่าลืมสิ่งก่อเกิดกาย
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
กุหลาบแดงดีใจด้วยนะคะ กุหลาบแดง

ยิ้มเดี๋ยวว่างๆเข้าไปแสดงความยินดีด้วย

แต่ยังไม่ดูตารางเลยว่าว่างวันไหนเศร้า

คงไม่ว่ากันนะ
ยิ้มแฉ่ง

ตั้งใจสอนนะคะคุณครู
June 30
กลับจากค่ายแล้วนะ ได้เปนผบ.พันด้วย 5555+
Jan. 27
lITtLEwrote:
แ ว ะ เ ข้ า ม าเ ยี่ ม จ้ า . . . ไ ม่ รุ ว่  าจ า เ ม้ น ต ร ง ไ ห น ต ร ง นี้ แ ร ะ ก า น . . สู้ ๆ สู้ ๆ ต า ย 
Aug. 10
เข้ามาเขียนสมุดเยี่ยมกันด้วยนะคร้าบบบบบบบบบบ
Apr. 24

Windows Media Player

Calendar

Loading...

hatamala >>> cyberhunter >> skaventive Decomposer

จงทำงานเพื่อประโยชน์ของมวลชน และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของสังคม :::: สเปสขาว ๆ ใส ๆ อ่านง่าย ๆ แต่ไม่ค่อยอัพ
" ผีตนใดบังอาจมากหลอกมาหลอนกู ขออย่าให้ได้ไปผุดไปเกิด ถึงได้เกิดก็ขอให้ ไม่ได้เกิดเป็นคน ให้ทนทุกข์ทรมานในนรกภูมิ ร้อยพัน หมื่นกัปป์ปี อย่างทุกข์ทรมาน แต่หากผีตนใดมาเข้าฝัน ให้เลขสามตัวตรงๆกูจะยินดีและจะทำบุญให้ตามกำลัง "
ท่องวันละสามเวลา ครั้งละ 10 จบ ผีจะไม่กล้าตอแย
March 07

การจัดการเรียนการสอนแก่ผู้เรียนที่มีลักษณะแบบ Generation Y

การจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทย
แก่ผู้เรียนที่มีลักษณะแบบ
Generation Y

                แก่นแท้ของการเรียนการสอนคือการเรียนรู้ของผู้เรียน และการจัดการเรียนการสอนที่ดี  คือ   การสอนที่ผู้เรียนสำคัญที่สุด ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนต้องปฏิรูปการเรียนรู้จากการยึดตำราเป็นตัวตั้งมาเป็นยึดมนุษย์ หรือผู้เรียนเป็นตัวตั้ง  หรือที่เรียกว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุด   หมายถึง  การเรียนรู้ในการสถานการณ์จริง   ครูจัดให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์กิจกรรม  และการทำงานอันนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนครบทุกด้าน    ทั้งทางกาย   ทางจิต   หรืออารมณ์ทางสังคม   และทางสติปัญญา  ซึ่งนี่คือ หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หากแต่เหตุใด การให้ความสำคัญกับตัวผู้เรียนจึงเป็นสิ่งทีสำคัญยิ่งในการจัดการเรียนการสอน นั่นเพราะภายใต้กระบวนการศึกษาวิเคราะห์แล้ว ลักษณะการเรียนการสอนแบบนี้ คือ ลักษณะที่เหมาะสมที่สุด ต่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อยู่ในช่วงอายุที่เป็นวัยเรียนในปัจจุบัน เพราะคนเหล่านี้เป็นบุคคลที่จัดอยู่ในกลุ่มประเภท Generation Y นั่นเอง

                ในการตอบคำถามว่า การจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาไทยและวรรณกรรมไทย แก่ผู้เรียนที่มีลักษณะแบบ Generation Y อย่างไรนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ การวิเคราะห์ผู้เรียน เพื่อให้ทราบว่า ผู้เรียนกลุ่มนี้มีลักษณะอย่างไร ในภาพกว้างทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจในธรรมชาติของผู้เรียนที่แตกต่างกัน สำหรับ คนใน Generation Y สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
                บุคคลในรุ่น
Generation Y หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Gen Y นั้น
อาจกล่าวได้ว่าเป็น กลุ่มคนอายุตั้งแต่ ๑๕๓๐ ต้น ๆ หรือคนที่เกิดระหว่างปี ๑๙๗๗ – ๑๙๙๕ ซึ่งบางส่วนเติบโตจนเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน เป็นกลุ่มคนที่เกิดมาพร้อมกับความสงสัย (Why generation) เป็นรุ่นลูกของ Gen X และมีปู่ย่าตายายเป็น Gen B ซึ่งเกิดมาด้วยความเพียบพร้อม และความสับสน แตกต่างไปจากรุ่นก่อนๆ ในหลายด้าน นับตั้งแต่การเลี้ยงดูไปจนถึงโลกทัศน์ พวกเขาเฉยเมย น่ารำคาญ ทะเยอทะยาน เรียกร้อง และตั้งคำถามกับทุกสิ่ง หากไม่มีเหตุผลดีพอ Gen Y จะไม่ยอมคล้อยตามหรือทำสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น Gen Y เป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ติดเพื่อน ชอบทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เสียงดัง มองโลกในแง่ดี และมีรอยเจาะในร่างกายมากกว่า 1 แห่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ Baby Boom ของพวกเขา ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยลักษณะของคนแต่ละรุ่นชี้ว่า Gen Y ซึ่งกำลังเข้าสู่วัยทำงาน นับเป็นคนวัยทำงานที่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่อย่างดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก และขณะเดียวกัน ก็กำลังจะเป็นคนวัยทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกเช่นกัน ด้วยข้อมูลความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในหัว และยังพร้อมมูลด้วยข้อมูลข่าวสารที่มากกว่าเพียงปลายนิ้วสัมผัสในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ พวกเขายังมีความคาดหวังที่สูงยิ่ง แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังสูงสุดและเป็นสิ่งแรก คือตัวของพวกเขาเอง

                Gen Y เติบโตมาโดยถูกปลูกฝังว่า พวกเขาจะเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น เติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูของ Baby Boomer ซึ่งเป็นพ่อแม่ของพวกเขา ซึ่งตั้งใจเลี้ยงดูพวกเขาอย่างตรงข้ามกับที่ตัวเองเคยได้รับมาในวัยเด็ก Gen Y จึงเป็นลูกที่ได้รับการพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจจากพ่อแม่มาตั้งแต่เกิด มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง ไม่เคยถูกพ่อแม่ตีหรือดุด่าว่ากล่าว ไม่ว่าพวกเขาจะพูดหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็จะได้รับความชื่นชมยินดีเสมอ สำหรับในการทำงาน Gen Y ดูเหมือนจะเรียกร้องสูงและรักษาสิทธิ์อย่างเต็มที่ พวกเขาชอบเรียกร้องขอมีทีมที่จะคอยช่วยเหลือเกื้อหนุนพวกเขาในการทำงาน รวมทั้งต้องการคนที่จะคอยให้กำลังใจอีกนิดหน่อย ในการจะลงมือทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้นเอง

                Gen Y รุ่นแรกเรียนจบมหาวิทยาลัยในช่วงปลายทศวรรษ ๑๙๙๐ แต่พวกเขาไม่ได้เรียนรู้มากพอเกี่ยวกับความมานะบากบั่นหรือการเสียสละ ทำให้ Gen Y จำนวนมากหวนกลับไปสู่สถานที่ที่พวกเขารู้ว่าปลอดภัยที่สุด นั่นคือบ้าน และกลับไปหาคนที่ให้ความสำคัญกับเข้ามากที่สุด ก็คือ พ่อและแม่นั่นเอง ซึ่งการที่พ่อแม่ยังคงมีบทบาทอย่างสูงในชีวิตวัยเกิน ๒๐ ของ Gen Y และการที่พวกเขาสามารถกลับไปอยู่บ้านได้ทุกเมื่อ โดยที่พ่อแม่ไม่เคยว่าอะไร ทำให้ Gen Y กลายเป็นคนที่มีปัญหาในกระบวนการคิดและตัดสินใจ

                อ.ปิยะลักษณ์ เอื้อกมลสุโข ได้สรุปลักษณะเด่นของคนในรุ่น Gen Y ว่า

*  มีความมั่นใจในตัวเองสูง     
* กล้าแสดงออก   ไม่หวั่นกับคำวิจารณ์
* ชอบทางลัด  สะดวก  รวดเร็ว  และ
High Technology เป็นที่สุด
* ทุกคำถามมีคำตอบในโลกอินเตอร์เน็ต
* สมัครงานผ่านอินเตอร์เน็ต
* คุยกันทางอินเตอร์เน็ตแทนการคุยทางโทรศัพท์
* มี
I pod, I phone
ติดตัว มีเสียงเพลงเป็นเพื่อน
* หางานที่ถูกใจทำโดยต้องใช้ชีวิตสบายไปพร้อมๆกับค่าตอบแทนสูง  ไม่ต้องเข้าออฟฟิศให้ปวดหัว
* ชุดทำงานขอใส่ตามใจฉัน  ขอให้วัดกันที่ผลงานเป็นพอ
* ไม่ต้องการเวลาทำงานที่แน่นอน งานหนักต้องมาพร้อมกับผลตอบแทนที่ตนพอใจ

                การจะดึงดูดคนที่อยู่ในรุ่น Gen Y นั้น ต้องให้ความสำคัญที่ความสมดุลระหว่างชีวิตและงาน แม้ Gen Y จะให้ความสำคัญกับเรื่องเงินเป็นอย่างมาก และไม่ถูกใครหลอกง่าย ๆ แต่พวกเขาก็ให้ความสำคัญที่การให้คุณค่าเป็นอย่างมากอีกด้วย และการดึงดูดให้ Gen Y ให้ความสนใจกับเรื่องใด ๆ นั้น วิธีการที่ได้ผลอย่างยิ่งคือ การทำให้พ่อแม่ของพวกเขาสนใจในสิ่งนั้น ๆ ให้ได้ และในการดึงดูดให้ Gen Y อยู่กับงานที่กำลังทำนั้น กุญแจสำคัญคือ ใช้วิธีเดียวกับที่พ่อแม่ของ Gen Y ใช้ ในการเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบโต นั่นคือ ให้ความรัก ให้กำลังใจ และให้รางวัล การมีกลุ่มคนที่จะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลการทำงาน การมีพี่เลี้ยง การมอบหมายงานที่ท้าทายไม่น่าเบื่อ และการแสดงความชื่นชมยินดีในความสำเร็จของ Gen Y จะต้องทำให้ Gen Y รู้สึกว่า ได้รับการเอาใจใส่ ซึ่งจะทำให้ Gen Y รู้สึกตัวเองมีค่า

                การจะพัฒนาคนรุ่น Gen Y ต้องเข้าใจว่า คนรุ่นนี้มีศักยภาพสูงมากในการทำงานและในการเรียนรู้ มากกว่าคนรุ่นใดๆ ที่ผ่านมา Gen Y มีพลังมาก และมักคิดนอกกรอบ พวกเขาอาจมีความคิดที่แปลกแหวกแนวชนิดที่คนรุ่นก่อนไม่เคยนึกฝันไปถึง หากให้ Gen Y มีโอกาสรับผิดชอบอย่างแท้จริง เขาจะพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะมีศักยภาพในการคิดและทำงานแล้ว พวกเขายังมีศักยภาพในด้านนวัตกรรม มีความกระตือรือร้น และมีมุมมองที่แปลกใหม่ แต่บุคลิกลักษณะที่สำคัญที่สุดของ Gen Y ซึ่งทำให้คนรุ่นนี้แตกต่างไปจากคนวัยเดียวกับพวกเขาทั้งหมดที่ผ่านมา อาจเป็นความเชื่อมั่นและการกล้าพูดกล้าทำโดยที่ไม่มีความรู้สึกผิด การเอาแต่ใจตัวเอง และการทำตามความต้องการของตัวเองทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องงาน เพราะ Gen Y จะคิดว่าตัวเองพิเศษ และจะคาดหวังเสมอว่า จะต้องมีใครสักคน พ่อแม่ เพื่อนหรือหัวหน้างาน ที่จะช่วยพวกเขาให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จอยู่เสมอ

                เมื่อเข้าใจแล้วว่า ผู้เรียนที่อยู่ในรุ่น Gen Y มีลักษณะอย่างไร ขั้นต่อมาคือการทำความเข้าใจว่า สิ่งที่ต้องการศึกษานั้นคืออะไร นั่นคือ การกำหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษา ซึ่งก็คือผลลัพธ์ที่จะได้จากการเรียน เป็นการตั้งเป้าหมาย หรือความคาดหวัง ที่จะให้ผู้เรียนก้าวไปถึงนั่นเอง โดยการกำหนดวัตถุประสงค์นี้ต้องยึดหลักที่ว่า ต้องให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นหลัก ไม่ยึดความพึงพอใจของผู้สอน และต้องมีความเป็นรูปธรรมที่สามารถประเมินผลได้

                สำหรับการศึกษาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทยนั้น คำอธิบายรายวิชาระบุว่า ศึกษาเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับภาษาและวรรณกรรมไทย รู้จักผลิตสื่อ และนำไปใช้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และงานที่นำเสนอในบริบทต่างๆ มีการฝึกปฏิบัติและศึกษานอกสถานที่ ซึ่งจากคำอธิบายรายวิชานี้สามารถแยกออกเป็น ๒ กลุ่มคือ กล่าวคือ

                กลุ่มแรก เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม วิชานี้จะมุ่งเน้นการสอนให้ผู้เรียนได้รู้จักว่า อะไรคือเทคโนโลยีสารสนเทศและจะสามารถใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทยได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและการศึกษาในรายวิชาอื่น ๆ ต่อไป กลุ่มที่ ๒ คือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสอนหรือการเป็นผู้ผลิต คือ เมื่อศึกษาแล้ว ผู้เรียนจะต้องผลิตสื่อสารสนเทศชนิดต่าง ๆ ได้ และสื่อเหล่านั้นจะต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงสำหรับการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนใช้เป็นสื่อประกอบการสอนซึ่งผู้เรียนจะต้องสามารถดำเนินการสอนได้อีกด้วย ดังนั้นแล้ว เราจึงควรทำความเข้าใจในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ในรายวิชานี้ก่อน นั่นคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ

                เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม ระบบสารสนเทศถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการจุดมุ่งหมายพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การประมวลข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว ให้เป็นสารสนเทศ (Information) ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้ และนำไปสู่ความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงาน

                ขั้นตอนต่อมาหลังจากทำความเข้าใจว่า ผู้เรียนเป็นใคร ต้องเรียนอะไร แล้ว คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ขั้นตอนการเลือกวิธีการสอน รูปแบบสื่อ การใช้สื่อการเรียนการสอน และการกำหนดการร่วมมือของผู้เรียน ในขั้นตอนนี้ต้องทำความเข้าใจว่า ผู้สอนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้ แต่ผู้สอนหรือครูไม่ใช่ทำหน้าที่สอน หากแต่คือ  ผู้ช่วยเหลือจัดการเรียนรู้  จัดกิจกรรมการเรียนรู้  อำนวยความสะดวกในการเรียน  เช่น  เตรียมสื่อ  เกม  กิจกรรม  แบบฝึก  และอุปกรณ์ต่างๆ  เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์และเป้าหมายของบทเรียน หน้าที่ของผู้สอนจึงเป็นการสร้างบรรยากาศในการเรียน  จัดกิจกรรมที่หลากหลายและใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลาย ช่วยแก้ไขหรือชี้แนะผู้เรียน สร้างแรงเสริมและกระตุ้นให้ผู้เรียนมีบทบาทต่อการเรียนด้วยความสนใจให้มากขึ้น ผู้สอนต้องประเมินผลผู้เรียนอยู่ตลอดเวลาในทุก ๆ ขั้นของการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น ฝึกฝนและสรุปผล ในการวางแผนการสอน  ผู้สอนจะต้องวิเคราะห์สภาพความต้องการ  การเตรียมการสอน ข้อมูลของนักเรียน   เตรียมจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เตรียมการใช้สื่อที่เหมาะสมกับเนื้อหา เตรียมแบบฝึก   และหนังสืออ่านเสริม  และที่สำคัญคือต้องระลึกเสมอว่า  แม้จะเตรียมวางแผนการเรียนการสอนที่สมบูรณ์  ได้ทดสอบการใช้สื่อ   กิจกรรมการเรียนการสอนแบบฝึก  และหนังสือเสริม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาก่อนนำไปทดลองปฏิบัติจริงแล้วก็ตาม  แต่เมื่อนำไปสอนจริงอาจไม่ได้เป็นดังเช่นที่หวัง ผู้สอนจะต้องสามารถประเมินผลตามสภาพจริงและปรับปรุงให้เกิดความเหมาะสมได้ตามสถานการณ์อีกด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความเชื่อมโยงเข้าหากันระหว่างสิ่งที่ต้องการจะสอน กับ ผู้เรียน ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ การเลือกใช้วิธีการสอนและสื่อการสอนที่เหมาะสมกับคนในรุ่น Generation Y นั่นเอง

                กระบวนการจัดการเรียนการสอนสำหรับคน Gen Y นั้น ต้องใช้การเรียนการสอนแบบผสมผสาน มีความหลากหลาย ท้าทาย ตื่นเต้นสูง อยู่เสมอ นั่นเพราะคุณลักษณะของคน Gen Y ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในขั้นต้น ซึ่งวิธีการหลากหลายที่จะนำมาใช้ ต้องเลือกใช้แต่ละประเภท แต่ละวิธีการอย่างสมดุลกัน ไม่มากใช้วิธีการใด ๆ มากกว่าวิธีการอื่น ๆ เป็นพิเศษ นั่นเพราะจะทำให้คนรุ่นนี้ เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และพร้อมที่จะจากไปอย่างรวดเร็ว โดยผสมผสานวิธีการศึกษาดังต่อไปนี้

๑.      การเรียนการสอนโดยผู้เรียนเป็นฝ่ายรับการถ่อยทอดความรู้ หรือเน้นการเรียนรู้จากครู วิธีการนี้คือการรับฟังการบรรยายจากผู้สอนโดยการบรรยายมี ๒ ส่วน กล่าวคือ ส่วนที่เป็นเนื้อหาและทฤษฎีซึ่งเป็นการบรรยายโดยตรง ไม่มีการแสดงความคิดเห็น ไม่มีการจัดกิจกรรมอื่นใดประกอบ และส่วนที่เป็นการอธิบายเนื้อหาวิชา ซึ่งอาจมีกิจกรรมสาธิต หรือใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนก็ได้ จุดมุ่งหมายของการใช้วิธีนี้คือ ใช้ในเวลาที่ต้องการให้เนื้อหาสาระวิชาการอย่างเต็มที่ โดยส่วนของเนื้อหาวิชาที่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้คือ ส่วนของทฤษฎีที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ และทฤษฎีที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ สาเหตุที่จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้ เพราะวิธีการนี้จะเป็นการให้เหตุผลและให้คำอธิบายที่ชัดเจนที่สุด สามารถอ้างอิง และอธิบายให้เข้าใจได้ นั่นเพราะ Gen Y มีลักษณะเชิงพฤติกรรมที่มีความสงสัยใคร่รู้ และหากไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนต่อเรื่องนั้น ๆ ได้ ผู้เรียนที่เป็นคนรุ่น Gen Y จะมีความรู้สึกต่อต้าน และไม่ยอมรับ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิเสธการเรียนรู้ ในการเรียนการสอนด้วยการบรรยายนี้ต้องจัดให้มีการบรรยายพิเศษ จากวิทยากรรับเชิญ หรืออาจารย์พิเศษด้วย เพราะคนรุ่น Gen Y จะไม่สามารถทนอยู่ได้นานในสภาพซ้ำ ๆ หรือสิ่งเดิม ๆ ได้นานนัก ต้องมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจ หรือสิ่งเร้าใหม่ ๆ มากระตุ้นให้เกิดความสนใจอยู่บ่อยครั้ง

๒.    การจัดกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนในรุ่น Gen Y ต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขาเหล่านั้น สิ่งที่คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญคือ เพื่อนและกลุ่ม เนื่องจากคน Gen Y ค่อนข้างจะติดเพื่อน พวกเขาต้องการการทำงานเป็นทีมและต้องการการยอมรับจากคนอื่น ดังนั้น ผู้สอนต้องจัดให้ผู้เรียนกลุ่มนี้ ได้ทำงานเป็นทีม หรือจัดกลุ่มการเรียนรู้ภายในชั้นเรียน ทั้งกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ เช่น กลุ่มที่ตั้งขึ้นเฉพาะบางครั้งคราวเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนในประเด็นที่ผู้สอนกำหนดขึ้น และกลุ่มที่มีความเป็นทางการมากขึ้นที่ผู้เรียนจะต้องดำเนินการเรียนรู้ร่วมกันทั้งในการทำงานเพื่อนำเสนอและการศึกษาค้นคว้า นอกจากนี้แล้วสำหรับการเรียนการสอนของ Gen Y นั้น จะต้องจัดให้มีการนำเสนอผลงาน หรือการศึกษาที่ผู้เรียนแต่ละคนจะได้ทำในสิ่งที่แตกต่างกัน นั่นเพราะจะทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่า งานของตนเองมีลักษณะเฉพาะ และมีความโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ นั่นเพราะ ไม่มีลักษณะจำเจ ซ้ำซาก หรือหัวข้องานที่ซ้ำกัน อีกทั้งจะทำให้คน Gen Y รู้สึกว่า ตนได้รับความรู้ที่หลากหลาย รวมไปถึงการจัดกลุ่มเพื่อการสัมมนาและการอภิปราย ถือว่าเป็นวิธีการที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของคน Gen Y เพราะคนรุ่นนี้มีความคิดที่กว้างไกล ชอบการแสดงออก พวกเขาจะทำได้ดีเสมอ เมื่อมีโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และได้แสดงออกถึงความคิดเห็นของตัวเอง การเก็บกดปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ความแตกต่าง หรือสิ่งที่อยู่นอกกรอบขอบเขตเดิม ๆ ถือเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับการจัดการเรียนรู้ของคนรุ่นนี้ นั่นเพราะจะทำให้คนรุ่นนี้รู้สึกกดดัน เกิดความเครียดในการเรียนรู้ และจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ส่วนของเนื้อหาที่ควรจัดการเรียนการสอนลักษณะนี้คือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทย ให้ผู้เรียนได้มีการนำเสนอ แลกเปลี่ยน และได้ฝึกฝนการทำงานร่วมกันเป็นทีม

๓.     คนรุ่น Gen Y พร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงคุ้มค่า วิธีการดึงดูดคนรุ่นGen Y ที่ดีที่สุด คือการกระตุ้นด้วยการเสริมแรงทางบวก หรือการให้รางวัล ดังนั้นจึงควรจัดให้มีการแข่งขันกันของผู้เรียน และให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำผลงานได้ดีในระดับต่าง ๆ กัน แต่ต้องให้รางวัลกับทุก ๆ คนอย่างสม่ำเสมอมากน้อยแตกต่างกันตามผลงานที่ได้กระทำ เพราะคนรุ่นนี้ต้องการการให้ความสำคัญ และต้องการการเห็นคุณค่า วิธีการนี้จะทำให้เขาได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน และรู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับจากผู้สอน รวมถึงรู้สึกคุ้มค่าที่จะทำงานอย่างหนัก รางวัลที่เตรียมไว้ให้อาจหมายถึง รางวัลที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้างในบางครั้ง หรือแม้แต่คะแนน และคำชมจากผู้สอนก็สามารถเป็นรางวัลที่กระตุ้นให้ความตั้งใจของผู้เรียนรุ่นนี้มีพละกำลังอย่างมหาศาล

๔.     วิธีการเรียนรู้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้เรียนในรุ่น Gen Y คือการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ นั่นคือ การศึกษาดูงานจากแหล่งความรู้ หรือสถานที่จริง ตลอดจนการลงมือปฏิบัติการเรียนรู้จริง ผู้สอนควรจัดให้ผู้เรียนในรุ่น Gen Y ได้ออกไปศึกษานอกสถานที่เป็นบางครั้งคราวและกลับมาสรุปกระบวนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม เช่น การอภิปรายแลกเปลี่ยน หรือการออกมานำเสนอสรุป แต่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการจัดทำเอกสารสรุป เพราะผู้เรียนกลุ่มนี้สามารถสรุปได้ดีกว่าด้วยการพูดและการนำเสนอ ซึ่งสามารถใส่สิ่งที่เป็นอารมณ์และความรู้สึกเข้าไปได้ นอกจากนี้แล้วแต่ละคนจะมีความสามารถในการสรุปที่ได้พบเห็นแตกต่างกันออกไป กระบวนการกลุ่มจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำให้เกิดองค์ความรู้ที่สมบูรณ์

๕.     การใช้สื่อการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่เป็น Gen Y จะต้องเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถศึกษาได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้บรรยาย ทั้งนี้สื่อที่จะนำมาใช้นั้นต้องเป็นสื่อประสม ชนิดมัลติมีเดีย มีทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง อาจเป็นวิดีโอ หรืออนิเมชั่น ทั้งนี้เพราะสื่อการเรียนแบบใดแบบหนึ่งเพียงแบบเดียว หรือสื่อที่มีความสถิตนั้น จะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของคน Gen Y สื่อการเรียนการสอนที่ดีที่จะสามารถใช้กับคนรุ่นนี้ได้อย่างได้ผลนั้น ต้องไม่น่าเบื่อ ต้องสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และใช้งานได้ง่ายอีกด้วย รวมถึงความสวยงามก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

๖.      การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ หรือ E-learning เป็นสิ่งที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับการนำมาใช้กับคนรุ่น Gen Y เพราะคนรุ่นนี้คุ้นเคยกับการใช้งานเทคโนโลยีและสามารถอยู่กับเทคโนโลยีได้เป็นเวลานาน มีความสามารถในการทำความเข้าใจและความสามารถในการเรียนรู้ที่สูงและไร้ขีดจำกัด พวกเขาจะมีพลังเป็นอย่างยิ่งในการเรียนรู้ด้วยตนเองตามที่ตนต้องการ ทั้งนี้การใช้ E-learning นั้นคือ การเรียนการสอนแบบ Technology-based Learning เรียนรู้โดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งมีความหลากหลายสูง อาทิ คอมพิวเตอร์ ทีวี ดาวเทียม วีดีโอ หรือการสนทนาออนไลน์ อาจเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI: Computer Assisted Instruction) หรือ การเรียนการสอนบนเว็บ (WBI: Web based Instruction) เป็นต้น
        สำหรับคนรุ่น
Gen Y อินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ มีส่วนสำคัญกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างมาก และด้วยความที่คน Gen Y มีลักษณะที่ทะเยอทะยาน เรียกร้อง และตั้งคำถามกับทุกสิ่ง หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ติดเพื่อน ชอบทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เป็นเหตุให้การเรียนรู้ของคน Gen Y ต้องมีลักษณะใช้เวลาน้อย เรียนรู้ได้เร็ว มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน รวมถึงการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันด้วย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันจึงตอบสนองต่อการประยุกต์เข้ากับการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี การเรียนการสอนแบบออนไลน์นี้ ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนอะไรก็ได้ เรียนเวลาใดก็ได้ตามความเหมาะสม พวกเขาจะพอใจกับการเรียนรู้ที่มีความอิสระและคล่องตัว ระบบ eLearning
จะทำให้ลดเวลาการเรียนรู้ได้ และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าระบบการสอนและฝึกอบรมแบบเดิม
        สำหรับวิธีการใช้
E-learning สำหรับคน Gen Y
นั้น มีหลายวิธี ประกอบด้วย
        -
e-Book
คือ การสร้างหนังสือหรือเอกสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ประโยชน์กับระบบการเรียนการสอนบนเครือข่าย
        -
Virtual Lab คือ การสร้างห้องปฏิบัติการจำลองที่ผู้เรียนสามารถเข้ามาทำการทดลอง การทดลองอาจใช้วิธีการทาง simulation
หรืออาจให้ผู้เรียนทดลองจริงตามคำแนะนำที่ให้
        -
Video และการกระจายแบบ Real/audio/video
เป็นการสร้างเนื้อหาในรูปแบบวิดีโอ หรือบันทึกเป็นเสียงเพื่อเรียกผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์
        -
Virtual Classroom
เป็นการสร้างห้องเรียนจำลองโดยใช้กระดานข่าวบนอินเทอร์เน็ต กระดานคุย หรือแม้แต่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อประโยชน์การเรียนรู้ผ่านเครือข่าย
        -
Web base training
การสร้างโฮมเพจหรือเว็บเพ็จเพื่อประโยชน์การเรียนการสอน
        -
e-Library
การสร้างห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้บริการบนเครือข่ายได้
        ในการจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทยนี้ เราสามารถจัดเนื้อหาทุก ๆ ส่วนไว้ในการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายได้ในกรณีที่ผู้เรียนเป็น
Gen Y นั่นเพราะคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของพวกเขาดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นนั้น สอดรับกับการเรียนรู้ด้วยระบบนี้มากที่สุดนั่นเอง

                สิ่งสำคัญที่สุดอีกสิ่งหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนคือ การประเมินผล นั่นเอง เมื่อมีการศึกษาย่อมต้องมีการประเมินผล การประเมินผลจะต้องกระทำอย่างเป็นกระบวนการคือ มีการประเมินผลก่อนการเรียนการสอนเพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนมีทักษะพื้นฐานมากน้อยเพียงใด มีลักษณะเหมาะสมกับสื่อและวิธีการจัดการเรียนการสอนที่กำหนดไว้หรือไม่ การประเมินผลระหว่างการเรียนการสอนจะทำให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอนเพื่อสามารถปรับปรุงและแก้ไขได้ทัน เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ อาจทำได้ด้วยการให้ผู้เรียนฝึกทักษะที่ต้องการหรือการทำแบบทดสอบสั้น ๆ ก็ได้ และการประเมินผลหลังสิ้นสุดการเรียนการสอนเป็นขั้นสุดท้าย แต่ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของการเรียนการสอน หากแต่ในความเป็นจริงคือ จุดเริ่มต้นสู่การเรียนการสอนครั้งต่อไป เพราะการประเมินผลสุดท้ายนี้ จะทำให้ทราบถึงข้อบกพร่อง ได้ทราบว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยอย่างไร

                ในการประเมินผลการเรียนรู้ของคน Gen Y นั้น วิธีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นวิธีการที่สำคัญที่สุด โดยวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ของคนรุ่นนี้ ไม่ควรใช้การสอบวัดผลแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินผลจากระดับของพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ตัวอย่างคือ หากผู้เรียนคนที่ ๑ มีระดับความสามารถเริ่มต้นที่ระดับ ๑ แต่ผู้เรียนคนที่ ๒ มีระดับความสามารถเริ่มต้นที่ระดับ ๕ เมื่อผ่านการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้แล้วจึงประเมินผล ผู้เรียนคนที่ ๑ มีพัฒนาการขึ้นมาถึงระดับ ๗ ส่วนผู้เรียนคนที่ ๒ มีพัฒนาการถึงระดับ ๑๐ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบแล้ว ผู้เรียนทั้ง ๒ คนนี้ควรได้รับการประเมินว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับใกล้เคียงกัน แต่ผู้เรียนคนที่ ๑ มีความสามารถในการพัฒนาสูงกว่าควรได้รับคะแนนที่มากกว่า หรือได้รับรางวัลพิเศษที่จะเป็นการเสริมแรงทางบวกเพื่อให้ผู้เรียนมีกำลังใจที่จะพัฒนาตนเองให้ถึงระดับ ๑๐ ได้ต่อไป ในการประเมินผลการเรียนรู้แบบพัฒนาการนี้ควรทำการประเมินผลเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นถึงพัฒนาการของตนเอง และมีการกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าทางบวกอยู่เสมอ จะช่วยให้คน Gen Y มีการตื่นตัวอยู่เสมอและมีศักยภาพในการเรียนรู้อย่างเต็มที่

                กล่าวโดยสรุป วิธีการจัดการเรียนการสอนสำหรับคน Gen Y ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทยเท่านั้น แต่หมายถึงการจัดการเรียนการสอนในทุกสาระวิชา ควรเป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิต   เหมาะสมกับความสามารถ    และความสนใจของผู้เรียน   โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั่นเอง หรือเรียกว่า การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยยึดหลักปฏิบัติ ดังนี้ ให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยการแสวงหาข้อมูล ศึกษาทำความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ ตีความ แปลความ สร้างความหมายแก่ตนเอง สังเคราะห์ข้อมูลและสรุปความรู้
ให้ผู้เรียนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากที่สุด ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน  และได้เรียนรู้จากกันและกัน ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิด และประสบการณ์แก่กันและกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
กระบวนการควบคู่ไปกับ ผลงาน/ข้อความรู้ที่สรุปได้และให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

September 21

ความเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนหลังสิ้นสุดสงครามเย็น

การเมืองภาคประชาชนทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากในโลกยุคหลังสงครามเย็น ให้ท่านระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่คิดว่าสำคัญ ประการ จากนั้นอภิปรายการเปลี่ยนแปลงนี้ ในรายละเอียดในแต่ละประเด็นโดยยกตัวอย่างขบวนการการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นจริงสนับสนุนการอภิปรายของท่าน

 

                ระบบการเมืองโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นในปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ โดยที่ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นนี้ แนวลัทธิความคิดทางการเมืองที่ถือว่าเป็นผู้ชนะนั้นคือ แนวเสรีนิยมประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมรับในระบบผู้แทนปวงชนใช้อำนาจบริหารรัฐผ่านกระบวนการบริหารและนิติบัญญัติ โดยที่การเมืองในโลกยุคหลังสงครามเย็นในแบบประชาธิปไตยเสรีนิยมนี้มีความเชื่อมั่นในการแบ่งแยกระหว่างเรื่องสาธารณะกับเรื่องส่วนบุคคล ทำให้การเมืองกลายเป็นกิจกรรมสาธารณะซึ่งไม่มีความเป็นส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการจำกัดให้การเมืองกลายสภาพเป็นเพียงโครงสร้างหน้าที่ซึ่งปิดกั้นกดทับพื้นที่ทางความคิดเอาไว้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการทำให้ความคิดต่างถูกบดบังด้วยวาทกรรมความสมานฉันท์ (Reconciliation) เพื่อให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันในการกล่าวอ้างอำนาจของระบอบประชาธิปไตย และแนวความคิดนี้ ยังขยายขอบเขตออกไปเป็นความเชื่อร่วมกันของทั้งประชาชนและผู้นำทางการเมือง ว่า โลกได้พัฒนาการมาจนถึงจุดที่จะไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองใด ๆ อีกแล้ว เนื่องมาจากการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ดีจนทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ตลอดจนความขัดแย้งทางความคิดในสงครามเย็นก็สิ้นสุดลงแล้วเช่นกัน โลกไม่มีฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา แต่กำลังก้าวสู่ความเป็นหนึ่งเดียว (Harmony)

                หากแต่ในความเป็นจริง แม้จะยอมรับว่า โลกได้มีพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีไปอย่างกว้างไกลภายหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น หากแต่ความขัดแย้งนั้นหาได้หมดสิ้นสงบลงไปไม่ กลับเพิ่มพูนทวีเปลี่ยนรูปไปเป็นความขัดแย้งรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ความขัดแย้งในความคิดทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเคลื่อนไหวของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในแบบเดิม ๆ ที่ต้องการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐในการที่จะใช้อำนาจนั้น ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการเมืองให้เป็นไปในแบบที่ตนเองต้องการ แต่ความขัดแย้งได้ขยายตัวออกไปเป็นความขัดแย้งที่เกี่ยวเนื่องด้วยชีวิตและการดำรงอยู่โดยปกติ และตัดข้ามเส้นแบ่งแห่งพรมแดน เชื่อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม กลายเป็นความขัดแย้งที่เป็นสากล (Universal) ดังที่มูฟได้แสดงทัศนะไว้ว่า สามัญสำนึกแห่งความเห็นพ้อง(Consensus) นั้นเป็นอันตรายและขัดขวางต่อการพัฒนาของประชาธิปไตย และในความเป็นจริงโลกหลังสงครามเย็นความเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้ง(Antagonism) ก็มิได้หมดไป หากแต่เปลี่ยนรูปจาก ความเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา สู่ความขัดแย้งที่อิงอาศัยอยู่กับความคิดทางมิติศีลธรรม ในลักษณะของความดี – เลว, ถูก - ผิด นั่นจึงทำให้ความเป็นพวกเขา พวกเธอ พวกเรา ยังคงมีอยู่ และหารเห็นต่างจากสามัญสำนึกร่วมจึงกลายเป็น “ศัตรู” ตามทัศนะนี้เช่นกัน ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนก็ถูกติดป้ายว่า เป็นศัตรูของประชาธิปไตย

                จากความขัดแย้งที่ขยายตัวออกมาดังความคิดที่ได้ยกมาอธิบายไว้แล้วนั้น เป็นต้นกำเนิดของการเคลื่อนไหวของประชาสังคมในประเด็นความขัดแย้งต่าง ๆ กระจัดกระจายไปในทุกภาคส่วนของโลก ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้งหลายเหล่านี้ อาจเรียกได้ว่า การเมืองภาคประชาชน (Politics of People’s Movement) หรือในแง่หนึ่งนั้น คือ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ (New Social Movement) ซึ่งประเด็นในการเคลื่อนไหวนั้น แตกต่างหลากหลาย และเปิดพื้นที่ให้กับความสนใจต่อประเด็นความขัดแย้งต่าง ๆ อาทิ ปัญหาสิ่งแวดล้อม สัตว์ ระบบเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน สตรี ท้องถิ่น เป็นต้น โดยที่เมื่อเราพิจารณาถึง การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนนี้ สิ่งที่เราจะพบคือ ความแตกต่างระหว่างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบเดิมและแบบใหม่ ซึ่งจะหยิบยกมาเป็นประเด็นในการอภิปรายนี้โดยลำดับความสำคัญทั้งสิ้น ๓ ประเด็น ประกอบด้วย ความเปลี่ยนแปลงในเชิงเป้าหมาย ความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์ และความเปลี่ยนแปลงในเชิงยุทธวิธีในการเคลื่อนไหว ซึ่งจะอาศัยการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นจริงมาประกอบการอภิปรายต่อไป หากแต่สิ่งหนึ่งที่พึงต้องระวังเป็นอย่างยิ่งนั้นคือ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นในโลกที่สลับซับซ้อนเท่านั้น ในความเป็นจริงอาจมีความตื้นลึกหนาบางของมิติความสัมพันธ์ ซึ่งการอภิปรายในครั้งนี้อาจจะสามารถเข้าถึงความซับซ้อนนั้นได้เพียงระดับหนึ่ง และบทบาทความเด่นชัดในการเป็น สุดยอดตัวอย่าง[1] ของบางกรณีก็อาจกลายสภาพเป็น “พิมพ์เขียว” ที่เป็นแบบแทนความเป็นจริง ก็เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังอยู่เสมอ

                ในประเด็นที่ ๑ สิ่งที่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนั้น คือความเปลี่ยนแปลงในเชิงเป้าหมาย กล่าวคือ ในอดีตเป้าหมายในการเคลื่อนไหวมวลชนจะมุ่งเป้าตรงไปที่การยึดกุมอำนาจรัฐ เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้และแย่งชิงอำนาจในการบริหารจัดการ เพื่อนำมาใช้บริหารงานการเมืองให้เป็นไปในแบบที่ตนเองต้องการ แม้ในปัจจุบันการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้จะยังคงมีอยู่บ้าง แต่จัดว่าน้อยลงมากและโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นได้เปลี่ยนมาสู่การเคลื่อนไหวที่ไม่ต้องการยึดครองอำนาจรัฐมาเป็นของตน ผ่านกระบวนการเคลื่อนไหว ๔ กระบวนการ[2] คือ การเคลื่อนไหวร้องทุกข์ให้รัฐเข้ามาดูแลจัดการกับปัญหาที่ไม่ได้รับการเหลียวแล การเคลื่อนไหวที่มุ่งตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจรัฐ การเคลื่อนไหวในลักษณะการประท้วงคัดค้านการใช้อำนาจของรัฐจากนโยบายที่ส่งผลกระทบในประเด็นที่ทำการเคลื่อนไหวหรือส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นโดยไม่ได้รับความเห็นชอบ และการเคลื่อนไหวในลักษณะร่วมมือกับรัฐในเชิงวิพากษ์ (Critical cooperation) หรือความผูกพันกับพันธะหน้าที่เพื่อนำเอาสิ่งที่รัฐพึงกระทำมาปฏิบัติแทนโดยภาคประชาสังคม อันเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของรัฐนั่นเอง ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้ง ๔ ทิศทางที่กล่าวมานั้น เป็นการเคลื่อนไหวในการที่จะท้าทายในเชิงคุณค่าของวาทกรรมต่อวาทกรรมหลักที่ดำรงอยู่ในระบบการเมือง เป็นความพยายามในการนิยามและให้ความหมายใหม่แก่สิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” ให้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจะรู้สึกว่า เกี่ยวข้องผูกพันกับทุกอณูของชีวิตอย่างไม่สามารถแยกได้ สลายเส้นแบ่งระหว่างส่วนตัวและสาธารณะ ตลอดจนสลายเส้นกรอบของระดับความเป็นสากลไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งแม้การเคลื่อนไหวในประเด็นทั้งหลายเหล่านี้จะไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่มุ่งประเด็นอำนาจในทางการเมืองหากแต่ส่งผลกระทบต่อระบบและการดำรงอยู่ของระบบการเมืองอย่างมหาศาล ตัวอย่างหนึ่งที่หยิบมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ เช่น ขบวนการสตรีที่รณรงค์ในเรื่องสิทธิความเท่าเทียมกันทางเพศ ปฏิเสธการดำรงอยู่ของนิยามการเมืองในแบบผู้ชายที่ให้สาระสำคัญกับอำนาจ แต่มองว่าชีวิตประจำวันนั้นเป็นการเมือง อันเนื่องมาจากความอยุติธรรมที่กระทำต่อสตรี การใช้กำลังทำร้ายและกระทำความรุนแรงทางเพศ หรือแม้กระทั่งองค์กรที่เคลื่อนไหวในเรื่องสัตว์ อาทิกลุ่ม PETA (People for the Ethical Treatment of Animals) ซึ่งชูประเด็นเรื่องสิทธิของสัตว์ โดยต่อต้านการกระทำทารุณกรรมต่อสัตว์ และการใช้สัตว์ป่าเป็นเครื่องมือต่าง ๆ โดยครอบคลุมภาคอุตสาหกรรม เช่น อาหาร การปศุสัตว์ ภาคบันเทิงเช่น การล่าสัตว์เป็นกีฬา ภาควิทยาศาสตร์ เช่นการใช้สัตว์ป่าเพื่อการทดลอง ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้ มิได้ต้องการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของรัฐ หากแต่การเคลื่อนไหวเหล่านี้ จะกดดันเชิงนโยบายให้ผู้มีอำนาจของรัฐต้องตัดสินใจ เลือกกระทำหรือไม่กระทำในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อเรียกร้อง ทั้งนี้การปฏิเสธที่จะกระทำการใด ๆ จากรัฐ ก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางวาทกรรมในการโจมตีและลดความน่าเชื่อถือของชุดวาทกรรมหลักของรัฐไปในทันที กรณีตัวอย่างที่ใกล้เคียงกันนี้ในประเทศไทยก็คือ สมัชชาคนจนซึ่งมีลักษณะการเคลื่อนไหวและข้อเรียกร้องในทำนองเดียวกันนี้เช่นกัน

                ประเด็นต่อมานั้นคือ ความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ความพยายามและเป้าหมายในการเคลื่อนไหวและดำรงอยู่ของการเมืองภาคประชาชนที่ไม่ได้ต้องการยึดครองอำนาจรัฐดังที่กล่าวมาแล้วประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในเรื่องของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถกระจายไปได้อย่างรวดเร็ว โลกทั้งโลกกลายเป็นสังคมชนิดที่อาจเรียกได้ว่า “สังคมเครือข่าย” (Network society) ซึ่งไม่เพียงเท่านั้นระบบเศรษฐกิจเสรีก็ทวีอำนาจในระบบโลกมากยิ่งขึ้นและกดดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายและสลายอำนาจอธิปไตยของรัฐเหนือดินแดน ให้อยู่ภายใต้การนำของระบบเศรษฐกิจการเงินข้ามชาติ และทำให้อำนาจของรัฐ-ชาติหมดความหมายไปพร้อม ๆ กัน หากแต่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็ได้เกิดขึ้นในระบบการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเช่นกัน กล่าวคือ มีการเคลื่อนไหวที่เป็นระบบ และมีเครือข่ายเชื่อมโยงกันในระดับสากลมากขึ้น อีกทั้งประเด็นที่ถูกนำมาเป็นธงนำในการต่อสู้เคลื่อนไหวก็เป็นประเด็นที่ถูกทำให้เป็นสากล (Universalization) หรือก็คือ มีการนิยามความหมายในการเคลื่อนไหวให้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทุกชีวิตที่ดำรงอยู่และหากปล่อยให้ชุดวาทกรรมหลักเหล่านั้นดำเนินไปก็จะส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกคนอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น การชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านการประชุมขององค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) เมื่อปลายปี ๑๙๙๙ จนทำให้ไม่สามารถจัดประชุมได้ ซึ่งเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อระบบเศรษฐกิจโลก หรือในกรณีของกลุ่ม อาทิ ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ซึ่งขบวนการเหล่านี้จะไม่เห็นด้วยต่อทุนนิยมโลก และการเคลื่อนไหวของขบวนการเหล่านี้ก็จะเป็นการเคลื่อนไหวที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันในหลากหลายภาคส่วน และตัดสลายเส้นแบ่งแห่ง เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ออกไปโดยสิ้นเชิง โดยมองว่าปัญหาทั้งหลายนั้นเป็นปัญหาของทุกคน หรือในประเทศไทยเอง เราก็จะพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อาทิ Greenpeace ซึ่งชูประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและมีเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วโลก และด้วยความเปลี่ยนแปลงของระบบการเคลื่อนไหวจากการที่เคลื่อนไหวเฉพาะกลุ่มเฉพาะปัญหาของตน สู่การทำให้ปัญหาเป็นของทุกคน และใช้เครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วโลกนี้เอง ผลกระทบจากการเคลื่อนไหวจึงตกอยู่ที่ระบบการเมืองหลักที่จะต้องรับผลกระทบจากการใช้เครือข่ายสากลเป็นเครื่องมือในการต่อรองด้วยข้ออ้างของความยิ่งใหญ่ในเชิงเครือข่าย

                ประเด็นสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ ความเปลี่ยนแปลงในเชิงยุทธวิธีการเคลื่อนไหว จากการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบเดิมที่เน้นการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ การเคลื่อนไหวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลัง ความรุนแรง และอาวุธเข้าต่อสู้กัน เพื่อให้ได้ชัยชนะ แต่การเคลื่อนไหวของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ นั้นเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ชุดความคิดที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในสังคม ดังนั้นการเคลื่อนไหวใหม่นี้จึงปฏิเสธความรุนแรง และประกอบกับพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้การยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในโลกยุคหลังสงครามเย็น กล่าวคือ ในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การเคลื่อนไหวนั้น ไม่ใช้ความรุนแรง เราจะพบว่าในการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนปฏิบัติการไร้ความรุนแรง[3](Nonviolence action) จะถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง อาทิ การประท้วงด้วยการอดอาหารของสมัชชาคนจนซึ่งเป็นการกดดันและการกระทำเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ในการเคลื่อนไหว[4] หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่ม PETA ด้วยการให้รางวัลแก่นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถผลิตเนื้อสัตว์เทียมที่เหมือนกับเนื้อจริงและสามารถวางขายได้จริงในตลาด[5] ซึ่งการเคลื่อนไหวด้วยวิธีการทั้งหลายเหล่านี้ ถูกนำมาเป็นข้ออ้างสำคัญในความชอบธรรมที่จะดำเนินการเคลื่อนไหว และได้รับการยอมรับจากประชาชนและสังคมโดยทั่วไป ตลอดจนอีก ๑ วิธีการที่ ณ ขณะปัจจุบัน คงไม่มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมใดปฏิเสธได้ว่า เป็นเครื่องมือ หรือยุทธวิธีสำคัญในการเคลื่อนไหว นั่นคือ การให้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง เพื่อนำเสนอวาทกรรมทางเลือกและลดความน่าเชื่อถือของชุดวาทกรรมหลัก ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่พัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง อาทิ การใช้เว็บไซต์ ซึ่งภายในประกอบด้วยข้อมูล ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหวในรูปของวีดีโอ หรือแม้กระทั่งพื้นที่สนทนาออนไลน์(Webboard หรือ Online Forums) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล และทำให้เกิดความรู้สึกของการสื่อสารสองทาง (Two-Way Communication) ระหว่างประชาชนกับกลุ่มเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่มีการใช้หนังสือพิมพ์ของตนเอง[6] และการถ่ายทอดสดเวทีหลักผ่านโทรทัศน์ระบบดาวเทียม (ASTV ช่อง NEWS1) ออกไปทั่วโลกตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็เป็นยุทธวิธีหนึ่งในการทำให้เกิดความเป็นพวกเดียวกันผ่านหน้าจอแม้ไม่ได้ไปร่วมชุมนุม ณ สถานที่จริงแต่ก็เหมือนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นการสื่อย้ำให้เห็นถึงอำนาจของข้อมูลข่าวสารได้อย่างชัดเจน

                ในท้ายที่สุดนี้ คงต้องกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนั้นมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก สิ่งที่ยกมาอภิปรายทั้ง ๓ ประเด็นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงของภาคประชาชนที่ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ต่อความเปลี่ยนแปลงของระบบการเมือง ทั้งในระดับรัฐ – ชาติ และระดับโลก และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็มิได้จำกัดการเปลี่ยนแปลงเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ทุก ๆ กลุ่มการเคลื่อนไหวต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงและรับผลกระทบจากวาทกรรมความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นแนวทางในการเคลื่อนไหวด้วยกันทั้งสิ้น และด้วยเหตุผลทั้งปวงในความพยายามขององค์กรภาคประชาชนที่จะเคลื่อนไหวเพื่อความเข้มแข็งของประชาสังคม ความเปลี่ยนแปลงใดก็ไม่มีความหมายหากไร้ความสนใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการที่จะจัดการ ผลักดัน และแสดงบทบาทของตนเองในเวทีโลก แทนที่รัฐ – ชาติ ซึ่งอาจหมดความหมายลงไปในที่สุด ดังนั้นแล้วจึงมีความจำเป็นที่จะต้องย้ำทิ้งท้ายลงไว้ที่นี้ว่า มนุษย์ผู้เดียวไม่อาจทำสิ่งใดให้สำเร็จสมบูรณ์ได้ แต่สิ่งสำคัญคือความร่วมมือบนพื้นฐานของความแตกต่างแต่ไม่แตกแยกของทุก ๆ บนกรอบแห่งโลกสมัยใหม่และการเมืองแบบหลังสมัยใหม่ ซึ่งวางอยู่บนรากฐานกฎกติกาที่ตกลงร่วมกันนั้น จะเป็นหนทางที่ทำให้ “การเมือง” และ “ความเป็นการเมือง” ประสานสอดคล้องและนำพาสังคมไปสู่เป้าหมายที่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง



[1] สุดยอดตัวอย่าง คือ ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาเป็นตัวอย่างบ่อย หรือถูกกล่าวถึงเป็นประจำเมื่อต้องนำเสนอในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวอย่างนั้น

[2] เสกสรร ประเสริฐกุล, การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย. ๒๕๔๘

[3] คำว่าปฏิบัติการไร้ความรุนแรงนั้น เป็นแนวคิดของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งพยายามอธิบายความเพิ่มเติมว่าแตกต่างจากสันติวิธี เนื่องมาจากเน้นความสำคัญของการปฏิบัติการและครอบคลุมรวมไปถึงการเยียวยาผลกระทบจากความรุนแรงด้วย

[4] อุเชนทร์ เชียงเสน. ๑๐ ปี สมัชชาคนจน: บทเรียนบางประการ

[5] www.peta.org

[6] ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ ตลอดจนวารสาร ทั้งหมดภายในเครือผู้จัดการ โดยการบริหารของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

September 20

การเมืองภาคประชาชนกับการขยายและจำกัดนิยามของการเมือง

การเมืองภาคประชาชนทั้งในสังคมไทยและในต่างประเทศ มีส่วนอย่างสำคัญในการขยายหรือไม่ก็จำกัดนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” ให้ท่านยกตัวอย่างการเมืองภาคประชาชนจริงที่เกิดขึ้น ๒ ขบวนการ โดยตัวอย่างหนึ่งเป็นการขยายนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” และอีกตัวอย่างหนึ่งเป็นการจำกัดนิยามของ “การเมือง”

 

                การศึกษาวิชาว่าด้วยการเมืองและการปกครอง เป็นการศึกษาที่ไม่มีเส้นขอบขององค์ความรู้ อันเนื่องมาจากมีการคิด การตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบทั้งหลายอยู่อย่างต่อเนื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ โลกเคลื่อนตัวเข้าสู่การยอมรับในแนวความคิดของประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างเต็มตัวหรือก็คือการสิ้นสุดของสงครามเย็นในปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ และมีกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยเป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่นอกระบบของความคิดความเข้าใจของระบบอันเกิดจากปัญหาที่ระบบของความเป็นผู้แทนปวงชนในรูปของประชาธิปไตยตัวแทน(Representative Democracy) ไม่อาจอำเนินการจัดการต่อทุก ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรม และสิ่งนี้เองได้แผ่ขยายแนวทางการเคลื่อนไหวด้วยวิธีคิดของการดูแลจัดการปัญหาของตนด้วยตนเองออกไปทั่วโลก ประกอบกับการล่มสลายของความคิดสังคมนิยมมาร์กซิสต์ด้วยนั้น จึงทำให้แนวความคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยการเคลื่อนไหวทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถูกเรียกว่า ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ (New Social Movement) หรือในนัยหนึ่งนั้นคือ การเมืองภาคประชาชน (Politics of People’s Movement) นั่นเอง

                การเมืองภาคประชาชนที่แท้จริงนั้นต้องเป็นอย่างไร คงเป็นคำถามที่สังคมต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และหาคำตอบต่อไป แต่ในเบื้องต้นนั้น คำว่า “การเมืองภาคประชาชน” มีคำ ๒ คำที่ปรากฏในตัวเอง นั่นคือ คือว่า “การเมือง” และ “ภาคประชาชน” แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดนั้นคือ ไม่มีคำนิยามใด ๆ ของคำว่าการเมือง ที่เป็นคำนิยามที่สามารถยอมรับได้โดยสากล โดยหากจะตอบคำถามว่า อะไรคือการเมือง ในทางวิชาการนั้นมีคำตอบหรือนิยามที่แตกต่างกันจำนวนมหาศาล[1] และปัญหานี้เองจึงเป็นปัญหาหลักในการตอบคำถามว่า การเมืองภาคประชาชนได้แสดงบทบาทในการขยายและจำกัดนิยามของคำว่า “การเมือง” (Politics) อย่างไร เนื่องจากเราไม่อาจตอบคำถามได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว “การเมือง” คืออะไร ในขณะเดียวกันเมื่อเราไม่อาจนิยามความหมายให้กับคำว่า “การเมือง”ได้ การขยายนิยาม หรือ การจำกัดนิยาม นั้น ก็เป็นสิ่งที่อาจไม่มีความแตกต่างกัน เพราะหากเรายึดนิยามหนึ่งนิยามใด เป็นหน่วยในการวิเคราะห์ เราจะพบว่า การขยายนิยาม หรือ จำกัดนิยาม ผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่ต่างอะไรจาก นิยามที่ถูกกล่าวไว้แล้วอื่น ๆ ส่วนคำว่า “การเมืองภาคประชาชน” เองนั้น ก็เป็นเพียงการนำเอาคำว่า “ภาคประชาชนชน” มาทำหน้าที่ขยายคำว่า “การเมือง” เป็นการประกอบสร้างความหมายใหม่ของคำเพื่อใช้อธิบายต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเท่านั้น

                ด้วยปัญหาของการนิยามคำว่าการเมืองดังที่กล่าวมา สิ่งที่เราต้องพิจารณาจึงมิได้จำกัดวงอยู่ที่เพียงคำว่า “การเมือง”เท่านั้น หากแต่ต้องขยายวงของความท้าทายออกไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นการเมือง” (The political) ด้วย จึงจะสามารถทำให้ การเมืองภาคประชาชนมีความสามารถในการขับเคลื่อนการเมืองได้ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันในที่นี้นั่นคือ เราจะให้ขอบเขตของคำว่า “การเมือง” แค่ไหน อย่างไร ซึ่งในที่นี้จึงขอทำความเข้าใจ โดยอาศัยความหมายของคำว่า “การเมือง” โดยทั่วไป ซึ่งมีทั้งสิ้น ๖ กลุ่ม กล่าวคือ

๑.      การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group)ต่างต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารกิจการบ้านเมือง     

๒.    การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรของรัฐหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคม

๓.     การเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้งอันเรื่องมาจากทรัพยากรที่มีจำกัด

๔.     การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอมผลประโยชน์

๕.     การเมืองเป็นเรื่องของรัฐและการบริหารประเทศ ซึ่งมี ๓ ด้าน คือ งานที่เกี่ยวกับรัฐ การบริหารประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบาย และการอำนวยการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นการควบคุมให้มีการดำเนินงานตามนโยบาย

๖.      การเมืองเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบาย

และด้วยคำอธิบายทั้งหมดข้างต้น การเมืองในความหมายของทฤษฎีกระแสหลักนี้ จึงหมายถึง “กิจกรรมการต่อสู้แย่งชิง การจัดการและการประนีประนอมต่อความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะจัดการจัดสรรทรัพยากรและสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคมที่มีอยู่อย่างจำกัดผ่านการใช้อำนาจบริหารรัฐ โดยมีนโยบายและหน่วยงานองค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือ” ซึ่งเมื่อได้ทำความเข้าใจในนิยามที่เราจะใช้เป็นหน่วยในการวิเคราะห์นี้แล้ว เราจะพบปริมณฑลของ “ความเป็นการเมือง” ที่ตั้งอยู่นอกปริมณฑลของคำว่า “การเมือง” ได้ชัดเจนขึ้น ประกอบกับปัญหาที่เราพบในการนิยามการเมือง กล่าวคือ ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันเพียงบางส่วน หากแต่อีกหลายส่วนยังคงมีการถกเถียงและไม่สิ้นสุด ตลอดจนการแสดงความหมายของการเมืองต่อสาธารณะนั้น ก็เป็นไปในทางลบ อีกทั้งเป็นเพียงกลไกในการทำงานของนักการเมืองเท่านั้น และที่สุดแล้ว ยังพยายามอย่างยิ่งที่จะบอกว่า โลกมีความเป็นหนึ่งเดียว ไร้ซึ่งความขัดแย้งและศัตรู ซึ่งด้วยคำนิยามและปัญหานี้เอง เราจะนำมาสู่การแสดงบทบาทของการเมืองภาคประชาชนในการที่จะทำหน้าที่ ขยายนิยาม และ จำกัดนิยาม ของคำว่า “การเมือง” ต่อไป

                ในกลุ่มแรก เราจะพิจารณาถึง ขบวนการภาคประชาชนที่มีบทบาทในการขยายนิยามของการเมือง ดังที่ได้ทำความเข้าใจไว้แล้วในเบื้องต้นถึงนิยามที่จะเลือกใช้เป็นหน่วยในการวิเคราะห์ ซึ่งกลุ่มที่เลือกมากล่าวถึงนี้คือ “สมัชชาคนจน” ในประเทศไทย ซึ่งมีการเคลื่อนไหวและมีบทบาทในช่วงยะเวลาประมาณ ๑๐ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๘ ถึง พ.ศ.๒๕๔๘ กล่าวคือ กลุ่มสมัชชาคนจนเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวซึ่งถูกเรียกจากนักวิชาการไทยว่า ขบวนเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ มีการให้ความหมายในการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว ในบทความเรื่อง “แปดญัตติว่าด้วยสมัชชาคนจน”[2] โดยกล่าวถึงสมัชชาคนจน ซึ่งสรุปความได้ว่า

๑.      การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนเป็นการทำกิจกรรมทางการเมืองทางตรง (Direct political action) พุ่งเป้าการเจรจาที่ผู้กุมอำนาจรัฐและกำหนดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐและประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน

๒.    เป็นพลังอิสระ ยึดมั่นแนวทางสันติวิธีเป็นสำคัญ และมีพันธมิตรข้ามชนชั้นมาก

๓.     เป็นนวัตกรรมทางการเมือง ที่สามารถรวมเอาปัญหาที่หลากหลายมาเรียกร้องร่วมกัน สร้างพลังที่เข้มแข็งขึ้นเป็นทวีคูณ

๔.     มีการจัดองค์กรแบบการนำรวมหมู่และกระจายอำนาจการตัดสินใจให้กลุ่มย่อย

๕.     ทำการเคลื่อนไหวแบบใหม่ ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบเดิม[3]ไม่ให้ความสนใจ

๖.      เป็นไปเพื่อความเข้มแข็งแห่งประชาสังคมเพราะให้ความสำคัญกับปัญหาทั่วไปของทุกคน

๗.     มีลักษณะโต้การพัฒนากระแสหลัก

๘.     โครงสร้างองค์กรมีความยืดหยุ่นและความเป็นประชาธิปไตย

โดยที่เมื่อเราพิจารณาถึงลักษณะในการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน ตลอดจนข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของสมัชชา ซึ่งคำว่าสมัชชาคนจนในความหมายนี้ มีการเชื่อมโยงองค์กรโดยมีกลุ่มนักวิชาการและ N.G.O. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเชื่อมโยงองค์กรให้มีความเข้มแข็ง เราพบว่า การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนได้แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่รัฐบาลใช้อำนาจในการกำหนดนโยบายและจัดการต่อทรัพยากรอันมีค่าของรัฐเสมือนเป็นสิ่งที่รัฐเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์นั้น การกระทำของรัฐดังกล่าวได้ปฏิเสธการมีอยู่ของคนในท้องถิ่นในการที่จะมีส่วนในการบริหารจัดการตลอดจนตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตน เมื่อพิจารณาในความหมายเชิงนิยามของการเมืองดังที่ได้กล่าวไว้ เราจะพบว่า การเมือง ได้จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้แก่กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ หากแต่ “คนจน” หาได้ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรดังกล่าว นิยามของ “การเมือง” จึงถูกขยายออกด้วยเหตุผลที่การเมืองไม่อาจจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ดังที่ ฌาคส์ รองซีแยร์ ได้ชี้ให้เห็นว่า สมาชิกทั้งหมดของระบบการเมืองนั้น มีบางส่วนที่ไม่ได้ถูกนับรวมเป็นส่วนของระบบทำให้คนเหล่านั้นไม่ได้รับความเสมอภาคและความยุติธรรม การเมืองจึงเริ่มขึ้นเมื่อส่วนที่ไม่ได้ถูกนับรวมเป็นส่วนต้องการที่จะเข้ามาเป็นส่วน และใช้ความเป็นการเมืองของการแบ่งแยกนับรวมนี้เป็นเครื่องมือในการเปิดพื้นที่ให้แก่ประชาชนในการมีส่วนทางการเมือง ดังที่มีการกล่าวว่า “การต่อสู้ของคนจนที่มาในวันนี้ ไม่ได้มาเพื่อโค่นล้มใครแต่ต้องการสร้างเสียงของคนจนให้ดังขึ้นมา[4]” และ “สำหรับพวกเราแล้ว การแก้ปัญหาคนจน คือ ความหมายเดียวกันกับการปกป้องประชาธิปไตย เพราะความทุกข์ยากที่พวกเราคนจนต้องเผชิญตลอดมานี้ ล้วนเกิดจากการที่รัฐใช้อำนาจเข้าข่มเหง แย่งชิงและทำลายสิ่งที่เคยเป็นถิ่นฐาน รากเหง้า ปากท้อง ลำแข้งและศักดิ์ศรีของเราทั้งสิ้น รัฐอาจมองเห็นเป็นแค่ทรัพยากรที่จะยักย้าย แปรสภาพ หรือขายทิ้งเพื่อแลกกับการลงทุนโครงการพัฒนาจอมปลอมทั้งหลาย แต่สำหรับเราแล้ว นั่นแหละคือ ชาติในความหมายที่เป็นรูปธรรมที่สุดของเรา[5]” ซึ่งทั้งหมดได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเปิดพื้นที่ในสังคมให้กับ “ภาคประชาชน” ได้แสดงบทบาทในการขยายนิยามของการเมืองให้มีส่วนต่าง ๆ ครอบคลุมและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เป็น “การเมือง” ในความหมายที่มีประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เคยถูกปฏิเสธออกไป

                ในกลุ่มที่สอง เราจะพิจารณาถึงขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่มีบทบาทในการจำกัดนิยามของการเมืองโดยอาศัยนิยามดังที่ได้พิจารณาร่วมกันในเบื้องต้นไว้แล้วเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภาคประชาชนที่จะนำมาวิเคราะห์ในที่นี้ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในประเทศไทย โดยจำกัดกรอบเวลาในการเคลื่อนไหวอยู่ที่การเคลื่อนไหวเมื่อครั้งขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นหลักแต่อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเชื่อมโยงถึงการเคลื่อนไหวในปี ๒๕๕๑ ในบางประเด็น

                การเคลื่อนไหวที่นำมาสู่การเกิดขึ้นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีจุดเริ่มต้นมาจากการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มมวลชนที่ดำเนินกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง ภายใต้ชื่อ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ภายหลังจากการถูกถอดออกจากผังรายการของสถานีโทรทัศน์องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ช่อง ๙ อ.ส.ม.ท.) ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีเหตุการณ์ที่เป็นความขัดแย้งส่วนบุคคลระหว่างนายสนธิกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นฐานรองรับและแรงผลักดันหลักของการเคลื่อนไหวอยู่ก่อนแล้ว และนำมาสู่การเคลื่อนไหวมวลชนเพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในที่สุด โดยในที่สุดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้เรียกประชุมกลุ่มองค์กรทางสังคมและกลุ่ม N.G.O. จำนวน ๔๐ องค์กรและมีมติเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มของนายสนธิ[6] และทำการชุมนุมร่วมกันครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีประชาชนเข้าร่วมประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน[7] โดยที่ความแตกต่างของการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือ ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้นโดยส่วนมากเป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และมีผลได้ผลเสียในทางการเมืองอยู่เป็นปกติ หากแต่การเคลื่อนไหวของพันธมิตรนั้น ได้ชูวาทกรรม “ถวายคืนพระราชอำนาจ” มาเป็นธงนำ และประกอบสร้างความหมายทางการเมืองให้คู่ตรงข้ามกลายสภาพเป็น ศัตรู ในทางการเมือง ตามแนวคิดของคาร์ล ชมิทท์ โดยแสดงให้เห็นว่า ศัตรูของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ได้แสดงบทบาทของตนเทียบเท่าสถาบันกษัตริย์ ใช้การปลุกสร้างอารมณ์ทางการเมืองด้วยการชู ชาติ ศาสนา พระมากษัตริย์ และก่อความรู้สึกของความขัดแย้งให้แพร่กระจายไปในสังคมผ่านวิธีการทางการสื่อสารมวลชน ซึ่งนายสนธิเป็นผู้อำนาจในการจัดการ

                ถึงแม้ฐานวิธีการในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะสามารถอธิบายได้ด้วยความคิดเรื่อง “การเมือง” ของคาร์ล ชมิทท์ หากแต่ข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มในปฏิบัติการเคลื่อนไหวไม่เพียงแต่ไม่ขยายขอบเขตอำนาจหรือเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองให้กว้างขวางขึ้นแล้ว หากยึดถือตามนิยามของการเมืองกระแสหลัก กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ทำหน้าที่อย่างชัดเจนในการจำกัดนิยามของคำว่า “การเมือง” ให้อยู่ที่ การแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของกลุ่มเฉพาะของตน หรืออาจกล่าวว่า ไม่เพียงจำกัดไม่ให้เกิดการขยายนิยามแล้ว ยังได้นิยามความหมายของการเมืองขึ้นใหม่ให้กลายเป็นเพียงความหลอกลวงฉ้อฉลและผลประโยชน์เฉพาะตน และเสนอ “การเมืองของชนชั้นนำซึ่งมีคุณธรรม” ขึ้นแทนที่ระบบการเมืองที่ดำรงอยู่ และด้วยวาทกรรม “สู้เพื่อในหลวง” “ยามเฝ้าแผ่นดิน” นี้เอง นิยามของการเมือง จึงจำกัดวงของพื้นที่ในการมีส่วนทางการเมือง ให้เหลือเฉพาะ ชนชั้นสูง ที่เขาเชื่อว่า จะไม่แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง แต่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ซึ่งที่นี้เราจะไม่วิเคราะห์ไปถึงความจริงในแนวคิดดังกล่าว

                แม้จะมีความเป็นไปได้ที่การเมืองภาคประชาชนจะมีบทบาทสำคัญในการจำกัดหรือขยาย นิยามของคำว่า “การเมือง” ดังตัวอย่างที่หยิบยกมาเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ทั้ง ๒ ข้างต้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราพึงย้ำอยู่เสมอนั้นคือ ภาคประชาชน ได้ขยายการเมืองและความเป็นการเมือง ไม่ให้อยู่เพียงคำว่า ประชาธิปไตยซึ่งอ่อนปวกเปียกของระบบตัวแทนสู่ประชาธิปไตยทางตรงที่เข้มแข็งกว่า และแม้ว่าถึงที่สุดแล้วเราจะย้ำอย่างต่อเนื่องว่า ณ เวลานี้เรายังมิอาจนิยามได้เลยว่า การเมืองคืออะไร แต่หากไร้การเมืองภาคประชาชน ก็จะไม่มีโอกาสที่การเมืองจะขยายพื้นที่ของตนเองออกไปได้และเป็นกระบวนการแก้ปัญหาของประชาชนทุกภาคส่วนได้อย่างแท้จริง



[1] รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์  ได้บรรยายในการเสวนาเรื่อง ความรู้รัฐศาสตร์ ความจริงทางการเมืองว่า คำว่า “การเมือง” มีนิยามที่แตกต่างกันมากถึงประมาณ 8000 นิยาม

[2] สุธี ประศาสน์เศรษฐ นักวิชาการในสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[3] ขบวนการเคลื่อนไหวแบบเดิมคือ เน้นที่การช่วงชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ และสนใจต่อสู้เพียงเฉพาะแต่ปัญหาเฉพาะหน้าของตนเองเท่านั้น

[4] “สคจ. ชี้ คนจนถูก ปล้นชาติมาครบทศวรรษ, ประชาไท, ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

[5] แถลงการณ์สมัชชาคนจน, “เราต้องการประชาธิปไตยที่ กินได้ และ เห็นหัวคนจน,” ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

[6] ไทยโพสต์, ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

[7] The Nation, February 12, 2006

September 17

การเมืองภาคประชาชนในโลกยุคโลกาภิวัตน์

การเมืองภาคประชาชนในโลกยุคโลกาภิวัตน์

 

บทความปริทัศน์ประกอบการศึกษา รายวิชาการเมืองภาคประชาชน (ร.๓๑๑)
ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ หลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายจักรพันธ์  ยาคู เลขทะเบียน ๔๘๐๓๖๘๐๒๕๗ ชั้นปีที่ ๔ สาขาการเมืองการปกครอง

 

เอกสารวิชาการ

-                    ใจ อึ๊งภากรณ์. ถึงเวลารื้อถอนการเมืองแบบเก่าของภาคประชาชน, วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๔๖

-                    ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ. การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย โดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล, ฟ้าเดียวกัน. ๒๕๔๘

-                    เสกสรรค์ ประเสริฐกุล. การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย. ๒๕๔๘

-                   D. Arnold. Free Trade Agreement and Southeast Asia, Journal of Contemporary Asia. 2006  

 

                อันว่ามนุษย์นั้นมีการรวมตัวกันขึ้นเป็นสังคม เกิดการปกครอง เกิดรัฐ ชาติ และการพัฒนาการต่าง ๆ เรื่อยมาจากอดีต ปัญหาของรัฐต่างถูกพิจารณาให้เป็นปัญหาในทางการเมืองการปกครองและดำเนินการจัดการแก้ไขผ่านระบบอำนาจนำทางสังคม ด้วยการเมืองการบริหารของคณะผู้บริหารที่เรียกว่า รัฐบาล และ รัฐสภา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น ด้วยการยอมรับในความเป็นมหาอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกา และการแผ่ขยายของลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย จนกลายเป็นแนวคิดหลักทางการเมืองที่ขยายตัวครอบคลุมระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไปทั่วโลก กลายเป็นการครอบงำทางความคิดแก่ผู้คนในสังคม แทรกซึมฝังลึกในทุกอณูของลมหายใจเข้าออกในการยอมรับอำนาจรัฐผ่านการยอมรับอำนาจในการดำรงอยู่ของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยระบบผู้แทน (representative) และถึงแม้ว่าจะมีโครงสร้างอำนาจทางสังคมผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่การเมืองประชาธิปไตยแบบผู้แทนนี้ก็ยังเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้แทนภายในรัฐหาใช่องค์ประกอบเดียวในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง หากแต่รัฐทั้งหลายได้เติบโตขึ้นผ่านกระบวนการของข้อมูลข่าวสารและมีชีวิตอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เป็นสากล มีทั้งพันธมิตรและคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นทางทหาร เศรษฐกิจ องค์กรสากลและองค์กรข้ามชาติ ตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งรัฐสมัยใหม่ยังคงสามารถสงวนไว้ซึ่งอำนาจอย่างชัดแจ้งนั่นคือ อำนาจในการจัดการขั้นมูลฐานการกำหนดซึ่งความเป็นความตายของประชากรของรัฐ หรือก็คือ อำนาจอธิปไตยที่โดดเด่นในทางนิตินัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การใช้อำนาจจัดการบังคับต่อพลเมือง การปฏิเสธอำนาจนำทางการเมืองของระบบผู้แทนจึงเกิดขึ้นโดยอ้างความชอบธรรมในการจัดการกับปัญหาของตนเองด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคำตอบของปัญหา ด้วยการลดทอนอำนาจรัฐจากความมั่นคงแข็งแรงของอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ (Centralization) ออกสู่การขยายพื้นที่ทางประชาธิปไตยด้วยการดูแลตนเองซึ่งนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยทางตรงหรือการมีส่วนร่วมทางการเมืองจากผู้รับผลโดยตรงจากการตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งในที่นี้ก็คือ การเมืองภาคประชาชนนั่นเอง โดยที่การเมืองภาคประชาชนนี้จะเป็นเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตยที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง ดำรงอยู่ได้บนพื้นฐานของสมดุลทางอำนาจอย่างแท้จริง และด้วยวิธีการพิจารณาแบบนี้ การเมืองภาคประชาชนจึงเปรียบเสมือนเสาค้ำยันหลักในรูปลักษณ์โครงสร้างการเมืองแบบสามเหลี่ยมคว่ำ[1] ซึ่งโครงสร้างการเมืองหลักนั้นบอบบางและพร้อมที่จะล้มครืนลงสู่การแตกสลายได้ตลอดเวลาหากเสาค้ำยันทั้งหลายไม่สามารถสถิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ซึ่งในที่นี้ได้แสดงภาพโครงสร้างของระบบการเมืองประชาธิปไตยนี้เป็นดังตัวอย่าง(ในอินเตอร์เน็ตนี้จะมองไม่เห็นภาพประกอบการอธิบาย)ซึ่งจะเห็นว่า เสาที่ค้ำจุนการดำรงอยู่ของระบอบที่พร้อมจะล้มลงทุกเมื่อนั้น ก็มีความแตกต่างหลากหลาย หากบางเสาล้มไปยังอาจดำรงระบบไว้ได้ แต่หากบางเสาล้มไประบบย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้ และโดยเฉพาะเสาประชาสังคมซึ่งเป็นเสาใหญ่และมีความสำคัญต่อระบบมากที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตามแนวความคิดเรื่อง ประชาสังคม ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ หรือ การเมืองภาคประชาชนนั้น ก็มีหลากหลายมุมมองคำถามที่ต้องพิจารณาถึงคำตอบอย่างรอบคอบ

                ทำไมการเมืองภาคประชาชนจึงมีความจำเป็นในโลกยุคโลกาภิวัตน์? คำตอบของคำถามนี้คงมิได้จำกัดวงอยู่ที่ว่า เพราะเป็นการสนองตอบต่อปัญหาที่ตนเองประสบเพียงกระแสเดียว ข้อปัจจัยหลัก ๆ ที่ต้องพิจารณาอยู่ที่ว่า การเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชน เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเดินหน้าเต็มกำลังของเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของระบบทุนนิยมเสรีสมัยใหม่ ดังกรณีการต่อต้านข้อตกลงเขตการค้าเสรี(Free trade agreement) ของกลุ่มเคลื่อนไหวในประเทศไทย โดยพยายามชูประเด็นความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันอันจะนำไปสู่การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้น หากแต่ถ้าพิจารณาถึงกระบวนการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระบบเสรีนิยมใหม่ (Neo liberalization) แล้ว ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดคือการพยายามสลายอำนาจอธิปไตยของรัฐให้อยู่ภายใต้การชี้นำของระบบเศรษฐกิจเสรีดังที่กล่าวว่า “Removal of or reduction in the trade practices that thwart free flow of goods and services from one nation to another. It includes dismantling of tariff (such as duties, surcharges, and export subsidies) as well as non-tariff barriers (such as licensing regulations, quotas, and arbitrary standards[2] ซึ่งส่งผลให้อำนาจหลักตกไปอยู่ในมือของนายทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ และด้วยการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชน นี้เองจึงเป็นสิ่งท้าทายอำนาจทุน ในการที่จะดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ด้วยการเคลื่อนไหวที่พยายามอย่างยิ่งในการจัดการกับโครงสร้างอำนาจในการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมของรัฐ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นทางออกหนึ่งของรัฐในการหยิบยกเป็นข้ออ้างในการเลือกปฏิบัติ “เพื่อประโยชน์ของประชาชน” ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลให้อำนาจอธิปไตยของรัฐสมัยใหม่ยังคงดำรงอยู่ได้ภายในระบบโลกาภิวัตน์เสรีนิยม

                ปัญหาหลักก็คือ การนิยามคำว่า การเมืองภาคประชาชน ให้เป็นสิ่งที่เข้าใจถูกต้องตรงกัน เนื่องจากปัญหาในการอธิบายคำว่า การเมืองภาคประชาชน(Politics of people’s movement) ประชาสังคม (Civil Society) และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่(New Social Movement) ทั้งนี้ หากจะพิจารณาซึ่งความหมายของการเมืองภาคประชาชนแล้ว ตามกรอบทฤษฎีนั้นหมายถึงการเมืองแบบมีส่วนร่วมของพลเมือง ซึ่งครอบคลุมทั้งการเคลื่อนไหวของสาธารณะชนทั่วไปในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายหรือกิจการสาธารณะ และการเคลื่อนไหวของประชาชนเฉพาะกลุ่มเพื่อแสดงสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง หรือเพื่อยับยั้งการกระทำของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของพวกเขา ซึ่งถ้าพิจารณาตามนี้ การเมืองภาคประชาชนย่อมเป็นการใช้สิทธิบนฐานระบบการเมืองเปิด ซึ่งต้องมีเงื่อนไขอย่างน้อย ๒ ประการ คือ

๑.      จะต้องมีการดำรงอยู่ของพื้นที่สาธารณะ(Public spaces)สำหรับการแสดงความเห็นอย่างเสรีของสาธารณะชน

๒.    จะต้องมีการยอมรับโดยกฎหมายถึงสิทธิในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนหมู่เหล่าต่าง ๆ ที่กระทำโดยสันติ ตั้งแต่สิทธิในการประชุม การชุมนุมประท้วง ไปจนถึงการนัดหยุดงาน หรือปฏิเสธคำสั่งรัฐโดยการการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนดังกล่าวจะนำไปสู่ทิศทางที่สังคมเป็นฝ่ายกำหนดตัวเองได้มากขึ้น

แต่ปัญหาที่น่าสนใจในการนิยามการเมืองภาคประชาชนคือการนิยามให้การนิยามที่ถือเสมือนว่าการเมืองภาคประชาชนและประชาสังคมเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะการจำกัดความประชาสังคมนั้นมีการให้การจำกัดความที่แตกต่างหลากหลายแต่โดยพื้นฐานนั้นให้การยอมรับภาคธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคมด้วยอีกทั้งในความคิดเห็นของนักวิชาการบางท่านยังคิดว่ารัฐเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคม ดังนั้นแล้ว ข้อสังเกตที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคือการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเคลื่อนไหวในประชาสังคม และต่างจากขบวนปฏิวัติในสมัยก่อนตรงที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะยึดกุมอำนาจรัฐมาดัดแปลงสังคมให้เป็นดังอุดมการณ์ของตนแต่ประสงค์จะได้มาซึ่งฐานะในการกำหนดการปกครองด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐเสมอไป

                ข้อพิจารณาต่อไปคือ ปัญหาเชิงกระบวนการในการปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองของภาคประชาชน เนื่องจากการเมืองภาคประชาชนเป็นการเมืองที่ไม่มีรูปแบบตายตัว (Non stable form) หรือตัวบทใด ๆ มากำหนดโครงสร้างองค์กรดังที่เป็นอยู่ในการเมืองกระแสหลักของรัฐซึ่งมักมีการกำหนดโครงสร้างองค์กรบริหารไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการจัดองค์กร และ การปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองขององค์กรภาคประชาชนจึงไม่เหมือนกับการเมืองกระแสหลัก โดยเบื้องต้นเราพบว่าการเมืองภาคประชาชนมีการเคลื่อนไหวอยู่ใน ๔ ทิศทางหลัก ๆ ประกอบด้วย

๑.     เคลื่อนไหวร้องทุกข์ หรือเรียกร้องให้รัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้รับการเหลียวแล ซึ่งเป็นกรณีที่มีมากที่สุด ซึ่งในการเคลื่อนไหวนี้ มักสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของรัฐในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในบางครั้งการเข้าใจปัญหาก็พาประชาชนบางกลุ่มให้หันไปหาทางรับผิดชอบชีวิตตนเองและเลิกการพึ่งพารัฐ

๒.   การเคลื่อนไหวที่มุ่งตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจรัฐ โดยส่วนมากมีพื้นฐานและทิศทางการเคลื่อนไหวจากภาคปัญญาชนซึ่งมีความตื่นรู้ทางการเมืองและห่วงใยผลประโยชน์ของชาติ

๓.    การประท้วงอำนาจรัฐและเรียกร้องให้ถ่ายโอนอำนาจที่รัฐเคยมีมาเป็นของประชาชน โดยส่วนมากมักมีจุดกำเนิดมาจากการตัดสินใจหรือการดำเนินโครงการของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในชุมชนท้องถิ่น โดยที่มีการยืนยันว่าเรื่องใดที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนควรให้ชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจหรือมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบ

๔.     การร่วมมือเชิงวิพากษ์(critical cooperation) กับรัฐ หรือความผูกพันในทางสร้างสรรค์(constructive engagement) เพื่อเบียดแย่งพื้นที่ในกระบวนการใช้อำนาจมาเป็นของประชาสังคม ซึ่งมีความก้ำกึ่งกันมากระหว่างการถ่วงดุลกับการร่วมมือกับรัฐและทุน กล่าวคือเป็นการเคลื่อนไหวที่หาทางถ่ายโอนอำนาจบางด้านของรัฐมาสู่ประชาชนด้วยการเน้นความสามารถในการดูแลประชาชนมากกว่าการประท้วงหรือการเผชิญหน้ากับรัฐ ซึ่งโดยส่วนใหญ่การเคลื่อนไหวลักษณะนี้เป็นการเคลื่อนไหวซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มเอ็นจีโอ โดยกรอบคิดของการทำงานนี้มีองค์ประกอบหลักสามประการคือ หนึ่ง ผลักดันให้ประชาชนระดับรากหญ้ามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่น สอง การพัฒนาจะต้องเป็นแบบทางเลือก ยั่งยืน ถือหลักพอกินพออยู่ ไม่ใช่มุ่งขยายการผลิตเพื่อป้อนตลาดทุนนิยม และสาม สร้างเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อเกื้อหนุนกัน ซึ่งลักษณะที่น่าสนใจของการเคลื่อนไหวลักษณะนี้คือ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการพัฒนากระแสหลักและโครงสร้างอำนาจแต่ก็พร้อมจะร่วมมือกับภาครัฐและธุรกิจเท่าที่จะทำได้โดยเฉพาะการอาศัยเป็นแหล่งทุนเพื่อลดทอนความขัดแย้ง

ซึ่งจากแนวทางการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการของการเมืองภาคประชาชนดังที่ ใจ อึ๊งภากรณ์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติงานของ N.G.O.(Non Government Organization ภาษาไทยใช้คำว่า องค์กรพัฒนาเอกชน) ว่า ได้ปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ประโยชน์ของประชาชนและเพื่อการพัฒนาของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ กล่าวคือ กิจกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในกระบวนการภาคประชาชนนั้น จะพบปัญหาใหญ่คือ การขาดจิตสำนึกทางการเมือง ขาดแคลนทุน และภาวะการนำทางการเมือง จึงปรากฏว่า จะมีนัก N.G.O. ปฏิบัติงานในฐานะพี่เลี้ยง และผู้แทนให้กับประชาชนในการติดต่อ แลกเปลี่ยน หรือนำขบวนในการปฏิบัติกิจกรรมหนึ่ง ๆ ไม่มีการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชนสามารถยืนอยู่ด้วยตนเองได้ อีกทั้งการรับทุนสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ และ N.G.O. ต่างประเทศก็เป็นการยอมรับระบบทุนเข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหว จนอาจกล่าวได้ว่า ทำให้เกิดความไม่จริงจังในการแก้ไขปัญหา เพราะเกรงการไม่ได้รับการสนับสนุนต่อไป อย่างไรก็ตามข้อสังเกตนี้เป็นเพียงข้อสังเกตในแง่มุมหนึ่งทางวิชาการที่ตอกย้ำข้อกล่าวหาที่ตนเองกล่าวกับกลุ่ม N.G.O. ว่านัก N.G.O. มองว่าประชาชนโง่ ถูกหลอกจากรัฐ โดยเน้นย้ำว่า สุดท้ายประชาชนก็ถูก N.G.O.หลอก จึงมีสถานะไม่ต่างกันนักเพราะนักวิชาการก็กล่าวหาว่าประชาชนโง่เช่นกัน กล่าวคือ แม้การปฏิบัติงานของ N.G.O. จะปฏิบัติงานโดยมองสังคมชนบทเป็นหลัก แต่ก็มิได้มองข้ามปัญหาอื่น ๆ ในสังคม มีกลุ่ม N.G.O.มากมายที่ปฏิบัติกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิทธิ หรือการพัฒนาต่าง ๆ โดยอิงอาศัยอยู่กับวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น และโครงสร้างทางสังคมซึ่งมีความสลับซับซ้อน หากแต่การเคลื่อนไหวทั้งหลายอยู่ภายใต้กรอบของสิ่งที่เรียกว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งตอบโจทย์ ๔ ประการคือ การพัฒนามนุษย์ การพัฒนาสังคม การพัฒนาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ก่อปัญหา[3] โดยที่ผลของการปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองของภาคประชาชนเหล่านี้สามารถเห็นผลได้ในระยะยาวซึ่งจะตอบโจทย์ของการนิยามผลประโยชน์แห่งชาติด้วยการเกิดผลประโยชน์ภาคประชาชนตามกระบวนการการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเข้มแข็งแม้จะถูกกระทบจากผลประโยชน์ข้ามชาติของระบบเศรษฐกิจเสรี อีกทั้งเป็นการแสดงออกซึ่งคำตอบของปัญหาฉันทามติทางการเมืองด้วยเสียงสะท้อนจากการรวมตัวของกลุ่มปัญหาทดแทนการตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ของปัญหาทั้งหมดในสังคม

                ไม่เพียงปัญหาภายในการปฏิบัติงานกิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชนเอง สิ่งที่สังคมควรตั้งข้อพิจารณาและหาทางออกร่วมกันนั้น อยู่ที่ปัญหา ๓ ประการ คือ

๑.     แนวนโยบายของรัฐและรัฐบาล ซึ่งอุปสรรคนี้จะเห็นได้จากหลาย ๆ กรณีเช่นการบัญญัติกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวรัฐธรรมนูญเองซึ่งสอดรับต่อการขยายตัวของระบบทุนนิยมสากลและส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในเรื่องของการรองรับการมีอยู่ของการเมืองภาคประชาชนเองก็เป็นเพียงการรองรับในหลักการเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นการกระทำที่ยากยิ่ง เนื่องจากต้องอาศัยทุนและปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ อย่างมหาศาล

๒.   แนวโน้มใช้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐและฝ่ายทุน ซึ่งอ้างความชอบธรรมผ่านกระบวนการการทำให้ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในสถานการณ์ต่าง ๆ ถูกกลายสภาพให้กลายเป็นศัตรูของรัฐและวาทกรรมการพัฒนา การใช้ความรุนแรงจากรัฐเข้าสลายภาคประชาชนนี้ดูจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะในหลาย ๆ ครั้งผู้คนโดยทั่วไปและหมายรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐนั้นให้การยอมรับ และเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือในบางครั้งก็มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมต่าง ๆ และนอกจากความรุนแรงลักษณะนี้ยังมีความรุนแรงในลักษณะอื่น ๆ อีกหลากหลายโดยเฉพาะความรุนแรงระดับแนวคิดซึ่งตัวผู้นำรัฐบาลใช้โต้ตอบกับนักวิชาการสาธารณะหรือกลุ่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ อย่างหนักหน่วง

๓.    ความไม่เข้าใจและการวางเฉยของสังคมที่ไม่เดือดร้อน กล่าวคือระดับของชนชั้นกลางซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการของรัฐ และอยู่ภายใต้วัฒนธรรมบริโภคนิยมนั้น ดำรงสถานะของตนในลักษณะของการวางเฉย ไม่สนใจในปัญหาโดยที่เห็นว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของตน

 

                กล่าวโดยสรุป การเมืองภาคประชาชนในโลกยุคโลกาภิวัตน์ เป็นการเมืองที่ดำรงอยู่ในสถานะของโครงสร้างทางการเมืองแบบอิงอาศัย คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนเองก็ไม่อาจจะเคลื่อนไหวได้โดยปราศจากการสนับสนุนจากประชาสังคมอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกรัฐ และด้วยการเคลื่อนไหวที่ไม่อาจปราศจากการแทรกแซงเชิงการสนับสนุนนี้เอง จึงเป็นเหตุให้การเมืองภาคประชาชน ยังมีความจำเป็นต้องตอบคำถามต่อข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ถูกตั้งขึ้นโดยผู้สังเกตการณ์ในภาคส่วนต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การเมืองภาคประชาชนก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงอยู่ของรัฐ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคมที่เป็นโครงสร้างค้ำยันโครงสร้างการเมืองหลักให้สามารถดำรงอยู่ได้ ด้วยการทำให้ประชาชนไม่เกิดการหยุดนิ่งทางสังคมจนเป็นเหตุให้กลไกของรัฐไม่อาจเคลื่อนไหวได้โดยสะดวกและถูกกลืนอำนาจรัฐผ่านกระบวนการทางเศรษฐกิจเสรีนิยมจนทำให้ไร้รัฐซึ่งอำนาจอธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามแม้การเมืองภาคประชาชนจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาของรัฐและสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนที่จะแก้ไขปัญหาของการเมืองภาคประชาชนเพื่อสุดท้ายแล้วการเมืองภาคประชาชนจะสามารถเป็นหนทางในการแก้ไขข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์



[1] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. คำบรรยายรายวิชา ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงในทางการเมือง. ภาค ๑/๒๕๔๙

[2] www.businessdictionary.com

[3] จักรพันธ์ ยาคู. การเปิดเสรีทางการค้ากับการพัฒนาอย่างยั่งยืน. บทความวิชาการประจำวิชาเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ

September 06

วิจารณ์ละครเวที Lost GirlZ

Lost GirlZ
เครือข่ายละคร หน้ากากเปลือย

                มอบให้เป็นของที่ระลึกในเบื้องต้นแก่ความพยายามเดินทางในเส้นทางแห่งความสุขและความฝัน แด่หญิงสาวผู้สดใสน่ารัก ผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า ปิยนาถ เต็มคำขวัญ ผู้รับบท โดโรธี

                “ความพยายามในการก้าวเดินในเส้นทางที่ตนเองรัก ทุ่มเทฝึกฝน ซ่อมซ้อม ด้วยความเอาใจใส่ เป็นก้าวย่างที่สำคัญที่จะพาให้เธอมุ่งไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็น”

 

                ผมให้สัญญากับนักแสดงคนหนึ่งว่า จะไปดูเธอแสดงละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรับรู้จากเธอมาตลอดว่า เธอมีความสุขและรู้สึกสนุกกับมัน และนั่นเป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนให้ผมรำลึกอยู่เสมอว่า ผมจะต้องเข้าไปนั่งอยู่ในบรรดาผู้ชมตัวน้อย ๆ ที่จะคอยให้นักแสดงผู้มากบทบาทวาดลวดลายศิลปะของอารมณ์ความรู้สึก สะบัดพลิ้วเส้นสายแห่งท่วงท่าของการเยื้องย่างลีลาการแสดงผ่านสองตาของผมและผู้ชมท่านอื่น ๆ เพื่อสื่อแสดงอะไรบางอย่างที่เขาเหล่านั้นต้องการนำเสนอให้จงได้ ณ จุดนี้ ผมต้องออกตัวว่า ผมไม่ได้มีโอกาส หรือแม้กระทั่งสร้างโอกาสให้กับตัวเองในการสัมผัสกับการแสดงในลักษณะนี้บ่อยนัก ตลอดจนไม่มีความรู้ที่เกี่ยวข้อง และความสามารถในการแสดง หรือแม้แต่ความเข้าใจในการแสดงละคร ซึ่งนั่นหมายความว่า สิ่งที่ผมกำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ อาจเป็นเพียงความเข้าใจ(ซึ่งผิดด้วยนะ)ของผมเท่านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคงมุ่งนำเสนอในส่วนของนักแสดงฝ่ายหญิงเป็นหลัก เนื่องด้วยเหตุผล ๓ ประการ กล่าวคือ ประการแรก ละครเรื่องนี้ ดำเนินเรื่องด้วยตัวละครฝ่ายหญิงเป็นหลัก ประการต่อมา เพราะเธอ และประการสุดท้าย ผมเป็นผู้ชายนะ แล้วผู้แสดงฝ่ายหญิงก็น่ารักซะด้วย (^_^)

                เปิดฉากมาด้วยการสื่อสารกันที่น้อยลง เมื่อมนุษย์ต่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับสิ่งที่ตนเองคิดว่า เป็นเป้าหมายในชีวิต เป็นสิ่งที่ตนคิดว่า คือ ความสุข คือ ความต้องการ คือ สิ่งที่จะเติมเต็ม ให้กับตนเอง จนอาจหลงลืมไปว่า ระยะทางของจุดหมุนกับจุดถ่วงที่มากขึ้นย่อมส่งผลให้น้ำหนักของความขัดแย้งทวีขึ้น และความรักจักค่อย ๆ เปาะบางลงเป็นเท่าทวี เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก เมื่อคุณค่าของความรู้สึกที่มนุษย์จะมีต่อกันได้ถูกแทนที่ด้วยวัตถุสิ่งของ ความเจริญมั่งคั่ง และแม้กระทั่งการสูญเสียแววตาแห่งความใส่ใจในความรู้สึก สุดท้ายแล้ว เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คิดว่าใช่ ช่องว่างระหว่างกันที่ห่างไกลออกไปทีละเล็ก ทีละน้อย กลับกลายเป็นขยายวงกว้าง มิอาจเรียกว่าช่องว่าง แต่คงต้องเรียกว่า ระยะห่างที่ไร้แรงดึงดูดระหว่างกัน

                Sub conflict ที่ ๒ เมื่อเวลาลดน้อยลง เมื่อแต่ละคนต่างมุ่งหน้าตามหาเส้นทางชีวิตที่ตนเองเฝ้าฝันถึงคะนึงหา มนุษย์ต่างลดทอนเวลาที่จะรู้จักตัวเองและเข้าใจผู้อื่น มุ่งหน้าเดินทางอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด หากแม้นหวังให้เส้นทางที่ก้าวเดินหมุนวนเป็นวงกลม ให้ในวันใดวันหนึ่งได้ประสบพบเจอกันและกันในระหว่างย่างก้าวที่กำลังก้าวเดิน วันนั้นก็อาจจะสายไปเสียแล้วที่จะย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นที่ไม่มีวันหาเจอ เมื่อถึงวันหนึ่งที่มนุษย์เริ่มที่จะหยุดเดินเพื่อพิจารณาถึงสิ่งที่ผ่านมา ก็จะพบว่า ตนเองวนเวียนอยู่ในห้วงอารมณ์ของความสับสน เส้นทางที่ว่าไกลแสนไกล ไม่ว่ากายภาพจะไปหยุดอยู่ที่ไหน แต่หัวใจของตัวเองกลับไขว่คว้าหาที่เพียงที่พึ่งเล็ก ๆ ที่แม้แต่ตนเองก็ไม่อาจเข้าใจว่า มันคืออะไร มันอยู่ที่ไหน และตนเองต้องการอะไรกันแน่

                และเมื่อการสื่อสารที่น้อยลง เวลาที่หายไป สิ่งที่คงมิอาจจะเกิดขึ้นได้ คือ ความเข้าใจระหว่างกัน เมื่อถึงวันที่มนุษย์ เข้าใจกันน้อยลง แม้ในแง่มุมหนึ่งชีวิตก็ไม่ต่างอะไรไปจากการละเล่น ที่ผู้แสดงต้องแสดงบทบาทต่าง ๆ ร้อยแปดพันประการ แต่มนุษย์ก็หาใช่ถูกควบคุมจากสิ่งที่อยู่ภายนอก หากแต่มนุษย์กำหนดบทบาทของตนเองในการดำเนินเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยตัวของตัวเอง เมื่อมนุษย์ไม่สามารถเรียนรู้ถึงความรู้สึก ความสำคัญของความรู้สึก และห้วงมหรรณพแห่งความรู้สึกแล้วไซร้ มนุษย์ก็มิอาจจะเข้าใจกันและกัน ไม่อาจจะดำรงอยู่ภายใต้โลกแห่งความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนได้ด้วยความสุข

                ตัวละครหลักทั้งสาม อันได้แก่ โดโรธี อลิซ และเวนดี้ เธอทั่งสามคนต่างหลงทาง ณ โลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย โลกที่เต็มไปด้วยปัญหาและความขัดแย้ง โลกที่นิทานเรื่องแล้วเรื่องเล่า ต่างหยิบยกเพียงบางแง่มุมออกมาตีแผ่ เพื่อชี้แนะเส้นทางแห่งจินตนาการสร้างสรรค์และสติปัญญาให้แก่เด็ก ๆ ที่จะเจริญวัยขึ้นวันละน้อย หากเธอทั้งสามได้ออกมาจากโลกแห่งเทพนิยายและมาพบเจอเข้ากับสังคมที่สลับซับซ้อนเช่นนี้แล้ว คงต้องทรมานมากทีเดียวที่จะอยู่ในสังคมนี้ได้โดยปกติสุข หากแต่การหลงทางในย่างเยื้องที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นเพียงการหลงทางอยู่ในกลีบบัวที่งอกงามอยู่ภายใต้ความรู้สึกและจิตใจของตัวเอง อันว่า บัวนั้นมีสี่เหล่า แต่ไม่ว่าจะเหล่าใด กลุ่มใด ล้วนมีกำเนิดมาแต่โคลนตมทั้งสิ้น มิวันใดก็วันหนึ่ง บัวทั้งหลายไม่ว่าจะงอกงามพ้นน้ำงดงามเพียงใด ก็จักต้องสลายกลายเป็นโคลนตมมุ่งกลับสู่จุดเริ่มต้นเป็นอาหารแก่เต่าปลาด้วยกันทั้งสิ้น ฉันใดก็ฉันนั้นหากแม้นไม่อาจนำพาตนเองให้พ้นไปจากกลีบบัวอันกว้างใหญ่ แหวกว่ายผ่านผิวน้ำ ก้าวข้ามมหาสมุทร เธอทั้งสามก็จักต้องหลงติดมั่นยึดถืออยู่ด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นนิรันดร์มิอาจจะพ้นไปจากความทุกข์ที่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เธอเหล่านั้นก็จักต้องจมลงสู่ก้นบึ้งของจิตใจตนเองดุจดอกบัวที่กลับสู่ก้นธาร และเช่นเดียวกันกับมนุษย์ทั้งหลายที่วนเวียนอยู่ในเวทีอันกว้างใหญ่ของสังคมที่สลับซับซ้อนนี้ หากมิอาจก้าวข้ามเส้นทางแห่งทุกข์นี้ได้ ก็จักต้องทนทุกข์นี้ เช่นนี้อยู่ร่ำไป หากเพียงเวลาที่มากขึ้น สื่อสารกันมากขึ้น และเข้าใจกันมากขึ้น จะช่วยเยียวยาให้ผู้คนในสังคม ส่งต่อความรักจากใจให้ลอยล่องไปสู่ทุกคนรอบข้าง ไม่เพียงแต่คนที่คิดว่าสำคัญ แต่เป็นการส่งต่อความรักให้โลกรู้ว่ารักยังมีอยู่ โลกนี้คงสวยงามและหล่อเลี้ยงความสุขในการเวียนว่ายตายเกิดชดใช้ชะตากรรมแก่มวลสรรพชีวิตอย่างสบายใจ

                ในละครเรื่อง Lost GirlZ บทตอนที่ตรึงความรู้สึกของผมได้อย่างยิ่งยวด คือบทตอนของการสัมภาษณ์ที่โยนบอลกลับไปมา ซึ่งในทุก ๆ คำถามของบุรุษผู้ประสบความสำเร็จบอลนั้นสามารถส่งกลับไปมาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในขณะที่คำถามที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวการที่ไม่สามารถรับได้ เป็นการสื่อความให้เห็นถึงความหมายที่ชัดแจ้งอย่างมิต้องสงสัย และ อีกบทตอนหนึ่งที่มีตัวละครพิเศษเข้ามาตะคอกใส่ตัวละครนำทั้งสามในแง่มุมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ถามโดโรธีว่ารู้ไหมว่า ๗ ปีคืออะไร จุดคลี่คลายจุดนี้ได้นำพาให้ผู้ชมหวนคิดถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นการกระตุ้นเตือนต่อมสำนึกให้ย้อนระลึกถึงวันเวลาของการเริ่มต้น วันแห่งความสุข และ การร่วมทุกข์จนกว่าจะก้าวมาถึงปัจจุบัน เป็นการคลี่คลายปัญหาที่นับได้ว่า ดึงความสนใจได้ดีเป็นอย่างยิ่ง หากแต่ถ้าสามารถนำเสนอให้เห็นการสลายปมความขัดแย้งหลัก นั่นคือ ความรัก ได้ชัดเจนกว่านี้ หากผู้ชมมิต้องใช้อัตวิสัยในการขยายขอบเขตของการสื่อสารระหว่างการแสดงกับผู้ชมมากมายเท่าที่เป็นอยู่ ผมคงมิต้องบังอาจกล่าวล่วงเกินว่า การที่คนที่ชวนผมมาดูได้บอกกับผมว่า ดูแล้วต้องไม่เข้าใจนะ เป็นคำกล่าวที่เยี่ยมมากทีเดียว

                สิ่งที่ละครเรื่องนี้ทำได้ดี คือการให้อารมณ์ของบทเพลงประกอบการแสดงที่กล่อมเกลาอารมณ์ของผู้ชมให้รู้สึกเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับการแสดงนั้นได้อย่างดีเยี่ยม หากจะสามารถทำให้เกิดระบบเสียงรอบทิศทางภายในโรงละครแห่งนี้ได้แล้วจะถือว่า เป็นระบบเสียงที่ดีเลิศก็ไม่เป็นการกล่าวเกินไปนัก อีกส่วนหนึ่งคือแสงเทียนที่ส่องแสงนวลนิ่มกล่อมกรุ่นอารมณ์ของผู้ชมให้อุ่นเอิบจากบรรยากาศภายนอกที่เต็มไปด้วยสายฝน และสร้างบรรยากาศภายในโรงละครได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่อย่างไรก็ตามการที่เทียนเหล่านั้นไม่สามารถควบคุมประกายการเคลื่อนไหวของเปลวเทียน และดวงไฟดวงเล็กดวงน้อยที่ต่างค่อย ๆ ล่วงลับไปทีละดวงสองดวง ก็อาจเป็นการดึงความสนใจของผู้ชมให้ออกจากผู้แสดงได้มากเช่นกัน แม้ในที่นี้ผมเองอาจไม่เข้าใจนักว่าผู้แสดงต้องการสื่อให้เห็นอะไรบางอย่างจากแสงที่ค่อย ๆ ดับลงหรือไม่ แต่มันเป็นสิ่งที่ขัดเคืองความรู้สึกของตัวผมมากที่สุดในละครครั้งนี้ หากว่าผู้จัดจะสามารถควบคุมแสงได้ดีกว่านี้ก็จะกล่าวได้ว่าละครเรื่องนี้จัดแสดงได้ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่งในชีวิตที่ผมเคยสัมผัสมา

                ประการสุดท้ายที่อยากจะกล่าวถึงนั้น ฝากไว้เป็นการบ้านแก่นักแสดงและคณะผู้จัดในความสงสัยใคร่รู้และข้อเสนอแนะที่ไม่มีหลักวิชาการแสดงมารองรับอยู่ ๒ ประการ เรื่องแรกนั้นคือ การแสดงอารมณ์ในบทบาทของความขัดแย้งนั้น ในความเห็นของผมค่อนข้างขัดแย้งกับการฟรีซตัวละคร บทบาทที่แสดงความขัดแย้งควรมีอารมณ์ของการโต้ตอบที่ต่อเนื่องและจริงจัง เนื่องด้วยการสลับไปมาของอารมณ์ที่ขาดความต่อเนื่องนั้นทำให้ผู้ชมรู้สึกขัดข้องหมองขุ่นในอารมณ์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และอีกประการหนึ่งคือ ผมเห็นว่าเนื้อเรื่องนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อน จนถึงกับคิดว่า ผู้จัดมีความสามารถเป็นเลิศที่นำสิ่งที่เป็นปัญหาความสัมพันธ์ในสังคมของมนุษย์มานำเสนอได้อย่าง “ยอด”เยี่ยมแต่จากฐานไปจนก่อนถึงยอดนั้น ประดุจดังเขาวงกตก็ไม่ปาน แต่หากสามารถนำเสนอเพิ่มเติมเข้าไปถึงแนวทางที่จะหลุดพ้นจากการหลงทางในครั้งนี้ ชี้แนะให้ผู้ชมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ได้ด้วยละครเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์เป็นทวีคูณ

                ขอขอบคุณเครือข่ายละครหน้ากากเปลือยที่ให้โอกาสให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งได้เรียนรู้และก้าวเดินอย่างมีความสุข ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เธอจะได้อะไรอีกมากมายจากการทำกิจกรรมที่เธอรักนี้ ซึ่งผมเองก็ต้องขอบคุณเธอเช่นกันที่ชวนให้ผมไปดูละครในครั้งนี้ เป็นละครที่ดีมากจริง ๆ แม้ผมจะเสียดายค่ารถแท็กซี่ที่จำต้องยอมจ่ายเนื่องด้วยฝนตกหนักประกอบกับรถติดมหาศาลระหว่างทางก็ตาม และสุดท้ายผมกำลังคิดว่า คงจะต้องกลับไปดูละครเรื่องนี้อีกครั้งในรอบท้าย ๆ ให้จงได้

 

จักรพันธ์  ยาคู เข้าชมรอบวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๙.๐๐ น.

 

*********************************************************************************************
Lost GirlZ จัดแสดงทุกวันพฤหัสบดี ถึง วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 4 -14 กันยายน นี้ เวลาหนึ่งทุ่ม เสาร์-อาทิตย์เพิ่มรอบบ่ายสอง
ณ โรงละครหน้ากากเปลือย อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้นสี่ บัตรราคา สองร้อย บาท

ติดต่อสอบถาม 083-502-5033

 
Photo 1 of 104