JAKAPAN 的个人资料hatamala >>> cyberhunter...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


3月7日

การจัดการเรียนการสอนแก่ผู้เรียนที่มีลักษณะแบบ Generation Y

การจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทย
แก่ผู้เรียนที่มีลักษณะแบบ
Generation Y

                แก่นแท้ของการเรียนการสอนคือการเรียนรู้ของผู้เรียน และการจัดการเรียนการสอนที่ดี  คือ   การสอนที่ผู้เรียนสำคัญที่สุด ในกระบวนการจัดการเรียนการสอนต้องปฏิรูปการเรียนรู้จากการยึดตำราเป็นตัวตั้งมาเป็นยึดมนุษย์ หรือผู้เรียนเป็นตัวตั้ง  หรือที่เรียกว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุด   หมายถึง  การเรียนรู้ในการสถานการณ์จริง   ครูจัดให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์กิจกรรม  และการทำงานอันนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนครบทุกด้าน    ทั้งทางกาย   ทางจิต   หรืออารมณ์ทางสังคม   และทางสติปัญญา  ซึ่งนี่คือ หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หากแต่เหตุใด การให้ความสำคัญกับตัวผู้เรียนจึงเป็นสิ่งทีสำคัญยิ่งในการจัดการเรียนการสอน นั่นเพราะภายใต้กระบวนการศึกษาวิเคราะห์แล้ว ลักษณะการเรียนการสอนแบบนี้ คือ ลักษณะที่เหมาะสมที่สุด ต่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อยู่ในช่วงอายุที่เป็นวัยเรียนในปัจจุบัน เพราะคนเหล่านี้เป็นบุคคลที่จัดอยู่ในกลุ่มประเภท Generation Y นั่นเอง

                ในการตอบคำถามว่า การจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาไทยและวรรณกรรมไทย แก่ผู้เรียนที่มีลักษณะแบบ Generation Y อย่างไรนั้น สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ การวิเคราะห์ผู้เรียน เพื่อให้ทราบว่า ผู้เรียนกลุ่มนี้มีลักษณะอย่างไร ในภาพกว้างทั้งนี้เพื่อทำความเข้าใจในธรรมชาติของผู้เรียนที่แตกต่างกัน สำหรับ คนใน Generation Y สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
                บุคคลในรุ่น
Generation Y หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Gen Y นั้น
อาจกล่าวได้ว่าเป็น กลุ่มคนอายุตั้งแต่ ๑๕๓๐ ต้น ๆ หรือคนที่เกิดระหว่างปี ๑๙๗๗ – ๑๙๙๕ ซึ่งบางส่วนเติบโตจนเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน เป็นกลุ่มคนที่เกิดมาพร้อมกับความสงสัย (Why generation) เป็นรุ่นลูกของ Gen X และมีปู่ย่าตายายเป็น Gen B ซึ่งเกิดมาด้วยความเพียบพร้อม และความสับสน แตกต่างไปจากรุ่นก่อนๆ ในหลายด้าน นับตั้งแต่การเลี้ยงดูไปจนถึงโลกทัศน์ พวกเขาเฉยเมย น่ารำคาญ ทะเยอทะยาน เรียกร้อง และตั้งคำถามกับทุกสิ่ง หากไม่มีเหตุผลดีพอ Gen Y จะไม่ยอมคล้อยตามหรือทำสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น Gen Y เป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ติดเพื่อน ชอบทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เสียงดัง มองโลกในแง่ดี และมีรอยเจาะในร่างกายมากกว่า 1 แห่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ Baby Boom ของพวกเขา ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยลักษณะของคนแต่ละรุ่นชี้ว่า Gen Y ซึ่งกำลังเข้าสู่วัยทำงาน นับเป็นคนวัยทำงานที่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่อย่างดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก และขณะเดียวกัน ก็กำลังจะเป็นคนวัยทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกเช่นกัน ด้วยข้อมูลความรู้ที่อัดแน่นอยู่ในหัว และยังพร้อมมูลด้วยข้อมูลข่าวสารที่มากกว่าเพียงปลายนิ้วสัมผัสในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ พวกเขายังมีความคาดหวังที่สูงยิ่ง แต่สิ่งที่พวกเขาคาดหวังสูงสุดและเป็นสิ่งแรก คือตัวของพวกเขาเอง

                Gen Y เติบโตมาโดยถูกปลูกฝังว่า พวกเขาจะเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น เติบโตขึ้นมาจากการเลี้ยงดูของ Baby Boomer ซึ่งเป็นพ่อแม่ของพวกเขา ซึ่งตั้งใจเลี้ยงดูพวกเขาอย่างตรงข้ามกับที่ตัวเองเคยได้รับมาในวัยเด็ก Gen Y จึงเป็นลูกที่ได้รับการพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจจากพ่อแม่มาตั้งแต่เกิด มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง ไม่เคยถูกพ่อแม่ตีหรือดุด่าว่ากล่าว ไม่ว่าพวกเขาจะพูดหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็จะได้รับความชื่นชมยินดีเสมอ สำหรับในการทำงาน Gen Y ดูเหมือนจะเรียกร้องสูงและรักษาสิทธิ์อย่างเต็มที่ พวกเขาชอบเรียกร้องขอมีทีมที่จะคอยช่วยเหลือเกื้อหนุนพวกเขาในการทำงาน รวมทั้งต้องการคนที่จะคอยให้กำลังใจอีกนิดหน่อย ในการจะลงมือทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้นเอง

                Gen Y รุ่นแรกเรียนจบมหาวิทยาลัยในช่วงปลายทศวรรษ ๑๙๙๐ แต่พวกเขาไม่ได้เรียนรู้มากพอเกี่ยวกับความมานะบากบั่นหรือการเสียสละ ทำให้ Gen Y จำนวนมากหวนกลับไปสู่สถานที่ที่พวกเขารู้ว่าปลอดภัยที่สุด นั่นคือบ้าน และกลับไปหาคนที่ให้ความสำคัญกับเข้ามากที่สุด ก็คือ พ่อและแม่นั่นเอง ซึ่งการที่พ่อแม่ยังคงมีบทบาทอย่างสูงในชีวิตวัยเกิน ๒๐ ของ Gen Y และการที่พวกเขาสามารถกลับไปอยู่บ้านได้ทุกเมื่อ โดยที่พ่อแม่ไม่เคยว่าอะไร ทำให้ Gen Y กลายเป็นคนที่มีปัญหาในกระบวนการคิดและตัดสินใจ

                อ.ปิยะลักษณ์ เอื้อกมลสุโข ได้สรุปลักษณะเด่นของคนในรุ่น Gen Y ว่า

*  มีความมั่นใจในตัวเองสูง     
* กล้าแสดงออก   ไม่หวั่นกับคำวิจารณ์
* ชอบทางลัด  สะดวก  รวดเร็ว  และ
High Technology เป็นที่สุด
* ทุกคำถามมีคำตอบในโลกอินเตอร์เน็ต
* สมัครงานผ่านอินเตอร์เน็ต
* คุยกันทางอินเตอร์เน็ตแทนการคุยทางโทรศัพท์
* มี
I pod, I phone
ติดตัว มีเสียงเพลงเป็นเพื่อน
* หางานที่ถูกใจทำโดยต้องใช้ชีวิตสบายไปพร้อมๆกับค่าตอบแทนสูง  ไม่ต้องเข้าออฟฟิศให้ปวดหัว
* ชุดทำงานขอใส่ตามใจฉัน  ขอให้วัดกันที่ผลงานเป็นพอ
* ไม่ต้องการเวลาทำงานที่แน่นอน งานหนักต้องมาพร้อมกับผลตอบแทนที่ตนพอใจ

                การจะดึงดูดคนที่อยู่ในรุ่น Gen Y นั้น ต้องให้ความสำคัญที่ความสมดุลระหว่างชีวิตและงาน แม้ Gen Y จะให้ความสำคัญกับเรื่องเงินเป็นอย่างมาก และไม่ถูกใครหลอกง่าย ๆ แต่พวกเขาก็ให้ความสำคัญที่การให้คุณค่าเป็นอย่างมากอีกด้วย และการดึงดูดให้ Gen Y ให้ความสนใจกับเรื่องใด ๆ นั้น วิธีการที่ได้ผลอย่างยิ่งคือ การทำให้พ่อแม่ของพวกเขาสนใจในสิ่งนั้น ๆ ให้ได้ และในการดึงดูดให้ Gen Y อยู่กับงานที่กำลังทำนั้น กุญแจสำคัญคือ ใช้วิธีเดียวกับที่พ่อแม่ของ Gen Y ใช้ ในการเลี้ยงดูพวกเขาจนเติบโต นั่นคือ ให้ความรัก ให้กำลังใจ และให้รางวัล การมีกลุ่มคนที่จะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลการทำงาน การมีพี่เลี้ยง การมอบหมายงานที่ท้าทายไม่น่าเบื่อ และการแสดงความชื่นชมยินดีในความสำเร็จของ Gen Y จะต้องทำให้ Gen Y รู้สึกว่า ได้รับการเอาใจใส่ ซึ่งจะทำให้ Gen Y รู้สึกตัวเองมีค่า

                การจะพัฒนาคนรุ่น Gen Y ต้องเข้าใจว่า คนรุ่นนี้มีศักยภาพสูงมากในการทำงานและในการเรียนรู้ มากกว่าคนรุ่นใดๆ ที่ผ่านมา Gen Y มีพลังมาก และมักคิดนอกกรอบ พวกเขาอาจมีความคิดที่แปลกแหวกแนวชนิดที่คนรุ่นก่อนไม่เคยนึกฝันไปถึง หากให้ Gen Y มีโอกาสรับผิดชอบอย่างแท้จริง เขาจะพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะมีศักยภาพในการคิดและทำงานแล้ว พวกเขายังมีศักยภาพในด้านนวัตกรรม มีความกระตือรือร้น และมีมุมมองที่แปลกใหม่ แต่บุคลิกลักษณะที่สำคัญที่สุดของ Gen Y ซึ่งทำให้คนรุ่นนี้แตกต่างไปจากคนวัยเดียวกับพวกเขาทั้งหมดที่ผ่านมา อาจเป็นความเชื่อมั่นและการกล้าพูดกล้าทำโดยที่ไม่มีความรู้สึกผิด การเอาแต่ใจตัวเอง และการทำตามความต้องการของตัวเองทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องงาน เพราะ Gen Y จะคิดว่าตัวเองพิเศษ และจะคาดหวังเสมอว่า จะต้องมีใครสักคน พ่อแม่ เพื่อนหรือหัวหน้างาน ที่จะช่วยพวกเขาให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จอยู่เสมอ

                เมื่อเข้าใจแล้วว่า ผู้เรียนที่อยู่ในรุ่น Gen Y มีลักษณะอย่างไร ขั้นต่อมาคือการทำความเข้าใจว่า สิ่งที่ต้องการศึกษานั้นคืออะไร นั่นคือ การกำหนดวัตถุประสงค์ของการศึกษา ซึ่งก็คือผลลัพธ์ที่จะได้จากการเรียน เป็นการตั้งเป้าหมาย หรือความคาดหวัง ที่จะให้ผู้เรียนก้าวไปถึงนั่นเอง โดยการกำหนดวัตถุประสงค์นี้ต้องยึดหลักที่ว่า ต้องให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นหลัก ไม่ยึดความพึงพอใจของผู้สอน และต้องมีความเป็นรูปธรรมที่สามารถประเมินผลได้

                สำหรับการศึกษาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทยนั้น คำอธิบายรายวิชาระบุว่า ศึกษาเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับภาษาและวรรณกรรมไทย รู้จักผลิตสื่อ และนำไปใช้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และงานที่นำเสนอในบริบทต่างๆ มีการฝึกปฏิบัติและศึกษานอกสถานที่ ซึ่งจากคำอธิบายรายวิชานี้สามารถแยกออกเป็น ๒ กลุ่มคือ กล่าวคือ

                กลุ่มแรก เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม วิชานี้จะมุ่งเน้นการสอนให้ผู้เรียนได้รู้จักว่า อะไรคือเทคโนโลยีสารสนเทศและจะสามารถใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทยได้อย่างไร ทั้งนี้เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและการศึกษาในรายวิชาอื่น ๆ ต่อไป กลุ่มที่ ๒ คือการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสอนหรือการเป็นผู้ผลิต คือ เมื่อศึกษาแล้ว ผู้เรียนจะต้องผลิตสื่อสารสนเทศชนิดต่าง ๆ ได้ และสื่อเหล่านั้นจะต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงสำหรับการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนใช้เป็นสื่อประกอบการสอนซึ่งผู้เรียนจะต้องสามารถดำเนินการสอนได้อีกด้วย ดังนั้นแล้ว เราจึงควรทำความเข้าใจในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ในรายวิชานี้ก่อน นั่นคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ

                เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม ระบบสารสนเทศถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดมุ่งหมายหลายประการจุดมุ่งหมายพื้นฐานประการหนึ่ง คือ การประมวลข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมูลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว ให้เป็นสารสนเทศ (Information) ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้ และนำไปสู่ความรู้ (Knowledge) ที่ช่วยแก้ปัญหาในการดำเนินงาน

                ขั้นตอนต่อมาหลังจากทำความเข้าใจว่า ผู้เรียนเป็นใคร ต้องเรียนอะไร แล้ว คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ขั้นตอนการเลือกวิธีการสอน รูปแบบสื่อ การใช้สื่อการเรียนการสอน และการกำหนดการร่วมมือของผู้เรียน ในขั้นตอนนี้ต้องทำความเข้าใจว่า ผู้สอนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้ แต่ผู้สอนหรือครูไม่ใช่ทำหน้าที่สอน หากแต่คือ  ผู้ช่วยเหลือจัดการเรียนรู้  จัดกิจกรรมการเรียนรู้  อำนวยความสะดวกในการเรียน  เช่น  เตรียมสื่อ  เกม  กิจกรรม  แบบฝึก  และอุปกรณ์ต่างๆ  เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนบรรลุจุดประสงค์และเป้าหมายของบทเรียน หน้าที่ของผู้สอนจึงเป็นการสร้างบรรยากาศในการเรียน  จัดกิจกรรมที่หลากหลายและใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลาย ช่วยแก้ไขหรือชี้แนะผู้เรียน สร้างแรงเสริมและกระตุ้นให้ผู้เรียนมีบทบาทต่อการเรียนด้วยความสนใจให้มากขึ้น ผู้สอนต้องประเมินผลผู้เรียนอยู่ตลอดเวลาในทุก ๆ ขั้นของการเรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น ฝึกฝนและสรุปผล ในการวางแผนการสอน  ผู้สอนจะต้องวิเคราะห์สภาพความต้องการ  การเตรียมการสอน ข้อมูลของนักเรียน   เตรียมจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  เตรียมการใช้สื่อที่เหมาะสมกับเนื้อหา เตรียมแบบฝึก   และหนังสืออ่านเสริม  และที่สำคัญคือต้องระลึกเสมอว่า  แม้จะเตรียมวางแผนการเรียนการสอนที่สมบูรณ์  ได้ทดสอบการใช้สื่อ   กิจกรรมการเรียนการสอนแบบฝึก  และหนังสือเสริม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาก่อนนำไปทดลองปฏิบัติจริงแล้วก็ตาม  แต่เมื่อนำไปสอนจริงอาจไม่ได้เป็นดังเช่นที่หวัง ผู้สอนจะต้องสามารถประเมินผลตามสภาพจริงและปรับปรุงให้เกิดความเหมาะสมได้ตามสถานการณ์อีกด้วย และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความเชื่อมโยงเข้าหากันระหว่างสิ่งที่ต้องการจะสอน กับ ผู้เรียน ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ การเลือกใช้วิธีการสอนและสื่อการสอนที่เหมาะสมกับคนในรุ่น Generation Y นั่นเอง

                กระบวนการจัดการเรียนการสอนสำหรับคน Gen Y นั้น ต้องใช้การเรียนการสอนแบบผสมผสาน มีความหลากหลาย ท้าทาย ตื่นเต้นสูง อยู่เสมอ นั่นเพราะคุณลักษณะของคน Gen Y ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในขั้นต้น ซึ่งวิธีการหลากหลายที่จะนำมาใช้ ต้องเลือกใช้แต่ละประเภท แต่ละวิธีการอย่างสมดุลกัน ไม่มากใช้วิธีการใด ๆ มากกว่าวิธีการอื่น ๆ เป็นพิเศษ นั่นเพราะจะทำให้คนรุ่นนี้ เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย และพร้อมที่จะจากไปอย่างรวดเร็ว โดยผสมผสานวิธีการศึกษาดังต่อไปนี้

๑.      การเรียนการสอนโดยผู้เรียนเป็นฝ่ายรับการถ่อยทอดความรู้ หรือเน้นการเรียนรู้จากครู วิธีการนี้คือการรับฟังการบรรยายจากผู้สอนโดยการบรรยายมี ๒ ส่วน กล่าวคือ ส่วนที่เป็นเนื้อหาและทฤษฎีซึ่งเป็นการบรรยายโดยตรง ไม่มีการแสดงความคิดเห็น ไม่มีการจัดกิจกรรมอื่นใดประกอบ และส่วนที่เป็นการอธิบายเนื้อหาวิชา ซึ่งอาจมีกิจกรรมสาธิต หรือใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนก็ได้ จุดมุ่งหมายของการใช้วิธีนี้คือ ใช้ในเวลาที่ต้องการให้เนื้อหาสาระวิชาการอย่างเต็มที่ โดยส่วนของเนื้อหาวิชาที่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้คือ ส่วนของทฤษฎีที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ และทฤษฎีที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ สาเหตุที่จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้ เพราะวิธีการนี้จะเป็นการให้เหตุผลและให้คำอธิบายที่ชัดเจนที่สุด สามารถอ้างอิง และอธิบายให้เข้าใจได้ นั่นเพราะ Gen Y มีลักษณะเชิงพฤติกรรมที่มีความสงสัยใคร่รู้ และหากไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนต่อเรื่องนั้น ๆ ได้ ผู้เรียนที่เป็นคนรุ่น Gen Y จะมีความรู้สึกต่อต้าน และไม่ยอมรับ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิเสธการเรียนรู้ ในการเรียนการสอนด้วยการบรรยายนี้ต้องจัดให้มีการบรรยายพิเศษ จากวิทยากรรับเชิญ หรืออาจารย์พิเศษด้วย เพราะคนรุ่น Gen Y จะไม่สามารถทนอยู่ได้นานในสภาพซ้ำ ๆ หรือสิ่งเดิม ๆ ได้นานนัก ต้องมีสิ่งเร้าที่น่าสนใจ หรือสิ่งเร้าใหม่ ๆ มากระตุ้นให้เกิดความสนใจอยู่บ่อยครั้ง

๒.    การจัดกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนในรุ่น Gen Y ต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเขาเหล่านั้น สิ่งที่คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญคือ เพื่อนและกลุ่ม เนื่องจากคน Gen Y ค่อนข้างจะติดเพื่อน พวกเขาต้องการการทำงานเป็นทีมและต้องการการยอมรับจากคนอื่น ดังนั้น ผู้สอนต้องจัดให้ผู้เรียนกลุ่มนี้ ได้ทำงานเป็นทีม หรือจัดกลุ่มการเรียนรู้ภายในชั้นเรียน ทั้งกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ เช่น กลุ่มที่ตั้งขึ้นเฉพาะบางครั้งคราวเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนในประเด็นที่ผู้สอนกำหนดขึ้น และกลุ่มที่มีความเป็นทางการมากขึ้นที่ผู้เรียนจะต้องดำเนินการเรียนรู้ร่วมกันทั้งในการทำงานเพื่อนำเสนอและการศึกษาค้นคว้า นอกจากนี้แล้วสำหรับการเรียนการสอนของ Gen Y นั้น จะต้องจัดให้มีการนำเสนอผลงาน หรือการศึกษาที่ผู้เรียนแต่ละคนจะได้ทำในสิ่งที่แตกต่างกัน นั่นเพราะจะทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่า งานของตนเองมีลักษณะเฉพาะ และมีความโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ นั่นเพราะ ไม่มีลักษณะจำเจ ซ้ำซาก หรือหัวข้องานที่ซ้ำกัน อีกทั้งจะทำให้คน Gen Y รู้สึกว่า ตนได้รับความรู้ที่หลากหลาย รวมไปถึงการจัดกลุ่มเพื่อการสัมมนาและการอภิปราย ถือว่าเป็นวิธีการที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ของคน Gen Y เพราะคนรุ่นนี้มีความคิดที่กว้างไกล ชอบการแสดงออก พวกเขาจะทำได้ดีเสมอ เมื่อมีโอกาสให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และได้แสดงออกถึงความคิดเห็นของตัวเอง การเก็บกดปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ความแตกต่าง หรือสิ่งที่อยู่นอกกรอบขอบเขตเดิม ๆ ถือเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับการจัดการเรียนรู้ของคนรุ่นนี้ นั่นเพราะจะทำให้คนรุ่นนี้รู้สึกกดดัน เกิดความเครียดในการเรียนรู้ และจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน ส่วนของเนื้อหาที่ควรจัดการเรียนการสอนลักษณะนี้คือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทย ให้ผู้เรียนได้มีการนำเสนอ แลกเปลี่ยน และได้ฝึกฝนการทำงานร่วมกันเป็นทีม

๓.     คนรุ่น Gen Y พร้อมที่จะทำงานหนักเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงคุ้มค่า วิธีการดึงดูดคนรุ่นGen Y ที่ดีที่สุด คือการกระตุ้นด้วยการเสริมแรงทางบวก หรือการให้รางวัล ดังนั้นจึงควรจัดให้มีการแข่งขันกันของผู้เรียน และให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำผลงานได้ดีในระดับต่าง ๆ กัน แต่ต้องให้รางวัลกับทุก ๆ คนอย่างสม่ำเสมอมากน้อยแตกต่างกันตามผลงานที่ได้กระทำ เพราะคนรุ่นนี้ต้องการการให้ความสำคัญ และต้องการการเห็นคุณค่า วิธีการนี้จะทำให้เขาได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน และรู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับจากผู้สอน รวมถึงรู้สึกคุ้มค่าที่จะทำงานอย่างหนัก รางวัลที่เตรียมไว้ให้อาจหมายถึง รางวัลที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้างในบางครั้ง หรือแม้แต่คะแนน และคำชมจากผู้สอนก็สามารถเป็นรางวัลที่กระตุ้นให้ความตั้งใจของผู้เรียนรุ่นนี้มีพละกำลังอย่างมหาศาล

๔.     วิธีการเรียนรู้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับผู้เรียนในรุ่น Gen Y คือการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ นั่นคือ การศึกษาดูงานจากแหล่งความรู้ หรือสถานที่จริง ตลอดจนการลงมือปฏิบัติการเรียนรู้จริง ผู้สอนควรจัดให้ผู้เรียนในรุ่น Gen Y ได้ออกไปศึกษานอกสถานที่เป็นบางครั้งคราวและกลับมาสรุปกระบวนการเรียนรู้ด้วยกระบวนการกลุ่ม เช่น การอภิปรายแลกเปลี่ยน หรือการออกมานำเสนอสรุป แต่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการจัดทำเอกสารสรุป เพราะผู้เรียนกลุ่มนี้สามารถสรุปได้ดีกว่าด้วยการพูดและการนำเสนอ ซึ่งสามารถใส่สิ่งที่เป็นอารมณ์และความรู้สึกเข้าไปได้ นอกจากนี้แล้วแต่ละคนจะมีความสามารถในการสรุปที่ได้พบเห็นแตกต่างกันออกไป กระบวนการกลุ่มจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำให้เกิดองค์ความรู้ที่สมบูรณ์

๕.     การใช้สื่อการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่เป็น Gen Y จะต้องเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถศึกษาได้เองโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้บรรยาย ทั้งนี้สื่อที่จะนำมาใช้นั้นต้องเป็นสื่อประสม ชนิดมัลติมีเดีย มีทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง อาจเป็นวิดีโอ หรืออนิเมชั่น ทั้งนี้เพราะสื่อการเรียนแบบใดแบบหนึ่งเพียงแบบเดียว หรือสื่อที่มีความสถิตนั้น จะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของคน Gen Y สื่อการเรียนการสอนที่ดีที่จะสามารถใช้กับคนรุ่นนี้ได้อย่างได้ผลนั้น ต้องไม่น่าเบื่อ ต้องสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และใช้งานได้ง่ายอีกด้วย รวมถึงความสวยงามก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

๖.      การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ หรือ E-learning เป็นสิ่งที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับการนำมาใช้กับคนรุ่น Gen Y เพราะคนรุ่นนี้คุ้นเคยกับการใช้งานเทคโนโลยีและสามารถอยู่กับเทคโนโลยีได้เป็นเวลานาน มีความสามารถในการทำความเข้าใจและความสามารถในการเรียนรู้ที่สูงและไร้ขีดจำกัด พวกเขาจะมีพลังเป็นอย่างยิ่งในการเรียนรู้ด้วยตนเองตามที่ตนต้องการ ทั้งนี้การใช้ E-learning นั้นคือ การเรียนการสอนแบบ Technology-based Learning เรียนรู้โดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งมีความหลากหลายสูง อาทิ คอมพิวเตอร์ ทีวี ดาวเทียม วีดีโอ หรือการสนทนาออนไลน์ อาจเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI: Computer Assisted Instruction) หรือ การเรียนการสอนบนเว็บ (WBI: Web based Instruction) เป็นต้น
        สำหรับคนรุ่น
Gen Y อินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ มีส่วนสำคัญกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างมาก และด้วยความที่คน Gen Y มีลักษณะที่ทะเยอทะยาน เรียกร้อง และตั้งคำถามกับทุกสิ่ง หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ติดเพื่อน ชอบทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน เป็นเหตุให้การเรียนรู้ของคน Gen Y ต้องมีลักษณะใช้เวลาน้อย เรียนรู้ได้เร็ว มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน รวมถึงการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันด้วย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันจึงตอบสนองต่อการประยุกต์เข้ากับการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี การเรียนการสอนแบบออนไลน์นี้ ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนอะไรก็ได้ เรียนเวลาใดก็ได้ตามความเหมาะสม พวกเขาจะพอใจกับการเรียนรู้ที่มีความอิสระและคล่องตัว ระบบ eLearning
จะทำให้ลดเวลาการเรียนรู้ได้ และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าระบบการสอนและฝึกอบรมแบบเดิม
        สำหรับวิธีการใช้
E-learning สำหรับคน Gen Y
นั้น มีหลายวิธี ประกอบด้วย
        -
e-Book
คือ การสร้างหนังสือหรือเอกสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ประโยชน์กับระบบการเรียนการสอนบนเครือข่าย
        -
Virtual Lab คือ การสร้างห้องปฏิบัติการจำลองที่ผู้เรียนสามารถเข้ามาทำการทดลอง การทดลองอาจใช้วิธีการทาง simulation
หรืออาจให้ผู้เรียนทดลองจริงตามคำแนะนำที่ให้
        -
Video และการกระจายแบบ Real/audio/video
เป็นการสร้างเนื้อหาในรูปแบบวิดีโอ หรือบันทึกเป็นเสียงเพื่อเรียกผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์
        -
Virtual Classroom
เป็นการสร้างห้องเรียนจำลองโดยใช้กระดานข่าวบนอินเทอร์เน็ต กระดานคุย หรือแม้แต่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อประโยชน์การเรียนรู้ผ่านเครือข่าย
        -
Web base training
การสร้างโฮมเพจหรือเว็บเพ็จเพื่อประโยชน์การเรียนการสอน
        -
e-Library
การสร้างห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้บริการบนเครือข่ายได้
        ในการจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทยนี้ เราสามารถจัดเนื้อหาทุก ๆ ส่วนไว้ในการเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายได้ในกรณีที่ผู้เรียนเป็น
Gen Y นั่นเพราะคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีของพวกเขาดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นนั้น สอดรับกับการเรียนรู้ด้วยระบบนี้มากที่สุดนั่นเอง

                สิ่งสำคัญที่สุดอีกสิ่งหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนคือ การประเมินผล นั่นเอง เมื่อมีการศึกษาย่อมต้องมีการประเมินผล การประเมินผลจะต้องกระทำอย่างเป็นกระบวนการคือ มีการประเมินผลก่อนการเรียนการสอนเพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนมีทักษะพื้นฐานมากน้อยเพียงใด มีลักษณะเหมาะสมกับสื่อและวิธีการจัดการเรียนการสอนที่กำหนดไว้หรือไม่ การประเมินผลระหว่างการเรียนการสอนจะทำให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอนเพื่อสามารถปรับปรุงและแก้ไขได้ทัน เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ อาจทำได้ด้วยการให้ผู้เรียนฝึกทักษะที่ต้องการหรือการทำแบบทดสอบสั้น ๆ ก็ได้ และการประเมินผลหลังสิ้นสุดการเรียนการสอนเป็นขั้นสุดท้าย แต่ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของการเรียนการสอน หากแต่ในความเป็นจริงคือ จุดเริ่มต้นสู่การเรียนการสอนครั้งต่อไป เพราะการประเมินผลสุดท้ายนี้ จะทำให้ทราบถึงข้อบกพร่อง ได้ทราบว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยอย่างไร

                ในการประเมินผลการเรียนรู้ของคน Gen Y นั้น วิธีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นวิธีการที่สำคัญที่สุด โดยวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ของคนรุ่นนี้ ไม่ควรใช้การสอบวัดผลแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินผลจากระดับของพัฒนาการที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ตัวอย่างคือ หากผู้เรียนคนที่ ๑ มีระดับความสามารถเริ่มต้นที่ระดับ ๑ แต่ผู้เรียนคนที่ ๒ มีระดับความสามารถเริ่มต้นที่ระดับ ๕ เมื่อผ่านการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้แล้วจึงประเมินผล ผู้เรียนคนที่ ๑ มีพัฒนาการขึ้นมาถึงระดับ ๗ ส่วนผู้เรียนคนที่ ๒ มีพัฒนาการถึงระดับ ๑๐ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบแล้ว ผู้เรียนทั้ง ๒ คนนี้ควรได้รับการประเมินว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับใกล้เคียงกัน แต่ผู้เรียนคนที่ ๑ มีความสามารถในการพัฒนาสูงกว่าควรได้รับคะแนนที่มากกว่า หรือได้รับรางวัลพิเศษที่จะเป็นการเสริมแรงทางบวกเพื่อให้ผู้เรียนมีกำลังใจที่จะพัฒนาตนเองให้ถึงระดับ ๑๐ ได้ต่อไป ในการประเมินผลการเรียนรู้แบบพัฒนาการนี้ควรทำการประเมินผลเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นถึงพัฒนาการของตนเอง และมีการกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าทางบวกอยู่เสมอ จะช่วยให้คน Gen Y มีการตื่นตัวอยู่เสมอและมีศักยภาพในการเรียนรู้อย่างเต็มที่

                กล่าวโดยสรุป วิธีการจัดการเรียนการสอนสำหรับคน Gen Y ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาภาษาและวรรณกรรมไทยเท่านั้น แต่หมายถึงการจัดการเรียนการสอนในทุกสาระวิชา ควรเป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิต   เหมาะสมกับความสามารถ    และความสนใจของผู้เรียน   โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติจริงทุกขั้นตอนจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนั่นเอง หรือเรียกว่า การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยยึดหลักปฏิบัติ ดังนี้ ให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยการแสวงหาข้อมูล ศึกษาทำความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ ตีความ แปลความ สร้างความหมายแก่ตนเอง สังเคราะห์ข้อมูลและสรุปความรู้
ให้ผู้เรียนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากที่สุด ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน  และได้เรียนรู้จากกันและกัน ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิด และประสบการณ์แก่กันและกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
กระบวนการควบคู่ไปกับ ผลงาน/ข้อความรู้ที่สรุปได้และให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

9月21日

ความเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนหลังสิ้นสุดสงครามเย็น

การเมืองภาคประชาชนทั้งในระดับสากลและในประเทศไทย มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากในโลกยุคหลังสงครามเย็น ให้ท่านระบุถึงการเปลี่ยนแปลงที่คิดว่าสำคัญ ประการ จากนั้นอภิปรายการเปลี่ยนแปลงนี้ ในรายละเอียดในแต่ละประเด็นโดยยกตัวอย่างขบวนการการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นจริงสนับสนุนการอภิปรายของท่าน

 

                ระบบการเมืองโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นในปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ โดยที่ภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นนี้ แนวลัทธิความคิดทางการเมืองที่ถือว่าเป็นผู้ชนะนั้นคือ แนวเสรีนิยมประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมรับในระบบผู้แทนปวงชนใช้อำนาจบริหารรัฐผ่านกระบวนการบริหารและนิติบัญญัติ โดยที่การเมืองในโลกยุคหลังสงครามเย็นในแบบประชาธิปไตยเสรีนิยมนี้มีความเชื่อมั่นในการแบ่งแยกระหว่างเรื่องสาธารณะกับเรื่องส่วนบุคคล ทำให้การเมืองกลายเป็นกิจกรรมสาธารณะซึ่งไม่มีความเป็นส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการจำกัดให้การเมืองกลายสภาพเป็นเพียงโครงสร้างหน้าที่ซึ่งปิดกั้นกดทับพื้นที่ทางความคิดเอาไว้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการทำให้ความคิดต่างถูกบดบังด้วยวาทกรรมความสมานฉันท์ (Reconciliation) เพื่อให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันในการกล่าวอ้างอำนาจของระบอบประชาธิปไตย และแนวความคิดนี้ ยังขยายขอบเขตออกไปเป็นความเชื่อร่วมกันของทั้งประชาชนและผู้นำทางการเมือง ว่า โลกได้พัฒนาการมาจนถึงจุดที่จะไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองใด ๆ อีกแล้ว เนื่องมาจากการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ดีจนทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ตลอดจนความขัดแย้งทางความคิดในสงครามเย็นก็สิ้นสุดลงแล้วเช่นกัน โลกไม่มีฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา แต่กำลังก้าวสู่ความเป็นหนึ่งเดียว (Harmony)

                หากแต่ในความเป็นจริง แม้จะยอมรับว่า โลกได้มีพัฒนาการทางการเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีไปอย่างกว้างไกลภายหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น หากแต่ความขัดแย้งนั้นหาได้หมดสิ้นสงบลงไปไม่ กลับเพิ่มพูนทวีเปลี่ยนรูปไปเป็นความขัดแย้งรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ความขัดแย้งในความคิดทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเคลื่อนไหวของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในแบบเดิม ๆ ที่ต้องการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐในการที่จะใช้อำนาจนั้น ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการเมืองให้เป็นไปในแบบที่ตนเองต้องการ แต่ความขัดแย้งได้ขยายตัวออกไปเป็นความขัดแย้งที่เกี่ยวเนื่องด้วยชีวิตและการดำรงอยู่โดยปกติ และตัดข้ามเส้นแบ่งแห่งพรมแดน เชื่อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม กลายเป็นความขัดแย้งที่เป็นสากล (Universal) ดังที่มูฟได้แสดงทัศนะไว้ว่า สามัญสำนึกแห่งความเห็นพ้อง(Consensus) นั้นเป็นอันตรายและขัดขวางต่อการพัฒนาของประชาธิปไตย และในความเป็นจริงโลกหลังสงครามเย็นความเป็นปฏิปักษ์ขัดแย้ง(Antagonism) ก็มิได้หมดไป หากแต่เปลี่ยนรูปจาก ความเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา สู่ความขัดแย้งที่อิงอาศัยอยู่กับความคิดทางมิติศีลธรรม ในลักษณะของความดี – เลว, ถูก - ผิด นั่นจึงทำให้ความเป็นพวกเขา พวกเธอ พวกเรา ยังคงมีอยู่ และหารเห็นต่างจากสามัญสำนึกร่วมจึงกลายเป็น “ศัตรู” ตามทัศนะนี้เช่นกัน ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชนก็ถูกติดป้ายว่า เป็นศัตรูของประชาธิปไตย

                จากความขัดแย้งที่ขยายตัวออกมาดังความคิดที่ได้ยกมาอธิบายไว้แล้วนั้น เป็นต้นกำเนิดของการเคลื่อนไหวของประชาสังคมในประเด็นความขัดแย้งต่าง ๆ กระจัดกระจายไปในทุกภาคส่วนของโลก ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้งหลายเหล่านี้ อาจเรียกได้ว่า การเมืองภาคประชาชน (Politics of People’s Movement) หรือในแง่หนึ่งนั้น คือ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ (New Social Movement) ซึ่งประเด็นในการเคลื่อนไหวนั้น แตกต่างหลากหลาย และเปิดพื้นที่ให้กับความสนใจต่อประเด็นความขัดแย้งต่าง ๆ อาทิ ปัญหาสิ่งแวดล้อม สัตว์ ระบบเศรษฐกิจ สิทธิมนุษยชน สตรี ท้องถิ่น เป็นต้น โดยที่เมื่อเราพิจารณาถึง การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนนี้ สิ่งที่เราจะพบคือ ความแตกต่างระหว่างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบเดิมและแบบใหม่ ซึ่งจะหยิบยกมาเป็นประเด็นในการอภิปรายนี้โดยลำดับความสำคัญทั้งสิ้น ๓ ประเด็น ประกอบด้วย ความเปลี่ยนแปลงในเชิงเป้าหมาย ความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์ และความเปลี่ยนแปลงในเชิงยุทธวิธีในการเคลื่อนไหว ซึ่งจะอาศัยการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นจริงมาประกอบการอภิปรายต่อไป หากแต่สิ่งหนึ่งที่พึงต้องระวังเป็นอย่างยิ่งนั้นคือ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นในโลกที่สลับซับซ้อนเท่านั้น ในความเป็นจริงอาจมีความตื้นลึกหนาบางของมิติความสัมพันธ์ ซึ่งการอภิปรายในครั้งนี้อาจจะสามารถเข้าถึงความซับซ้อนนั้นได้เพียงระดับหนึ่ง และบทบาทความเด่นชัดในการเป็น สุดยอดตัวอย่าง[1] ของบางกรณีก็อาจกลายสภาพเป็น “พิมพ์เขียว” ที่เป็นแบบแทนความเป็นจริง ก็เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังอยู่เสมอ

                ในประเด็นที่ ๑ สิ่งที่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนั้น คือความเปลี่ยนแปลงในเชิงเป้าหมาย กล่าวคือ ในอดีตเป้าหมายในการเคลื่อนไหวมวลชนจะมุ่งเป้าตรงไปที่การยึดกุมอำนาจรัฐ เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้และแย่งชิงอำนาจในการบริหารจัดการ เพื่อนำมาใช้บริหารงานการเมืองให้เป็นไปในแบบที่ตนเองต้องการ แม้ในปัจจุบันการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้จะยังคงมีอยู่บ้าง แต่จัดว่าน้อยลงมากและโดยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นได้เปลี่ยนมาสู่การเคลื่อนไหวที่ไม่ต้องการยึดครองอำนาจรัฐมาเป็นของตน ผ่านกระบวนการเคลื่อนไหว ๔ กระบวนการ[2] คือ การเคลื่อนไหวร้องทุกข์ให้รัฐเข้ามาดูแลจัดการกับปัญหาที่ไม่ได้รับการเหลียวแล การเคลื่อนไหวที่มุ่งตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจรัฐ การเคลื่อนไหวในลักษณะการประท้วงคัดค้านการใช้อำนาจของรัฐจากนโยบายที่ส่งผลกระทบในประเด็นที่ทำการเคลื่อนไหวหรือส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นโดยไม่ได้รับความเห็นชอบ และการเคลื่อนไหวในลักษณะร่วมมือกับรัฐในเชิงวิพากษ์ (Critical cooperation) หรือความผูกพันกับพันธะหน้าที่เพื่อนำเอาสิ่งที่รัฐพึงกระทำมาปฏิบัติแทนโดยภาคประชาสังคม อันเป็นการแสดงถึงความอ่อนแอและไร้ประสิทธิภาพของรัฐนั่นเอง ซึ่งการเคลื่อนไหวทั้ง ๔ ทิศทางที่กล่าวมานั้น เป็นการเคลื่อนไหวในการที่จะท้าทายในเชิงคุณค่าของวาทกรรมต่อวาทกรรมหลักที่ดำรงอยู่ในระบบการเมือง เป็นความพยายามในการนิยามและให้ความหมายใหม่แก่สิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” ให้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจะรู้สึกว่า เกี่ยวข้องผูกพันกับทุกอณูของชีวิตอย่างไม่สามารถแยกได้ สลายเส้นแบ่งระหว่างส่วนตัวและสาธารณะ ตลอดจนสลายเส้นกรอบของระดับความเป็นสากลไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งแม้การเคลื่อนไหวในประเด็นทั้งหลายเหล่านี้จะไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่มุ่งประเด็นอำนาจในทางการเมืองหากแต่ส่งผลกระทบต่อระบบและการดำรงอยู่ของระบบการเมืองอย่างมหาศาล ตัวอย่างหนึ่งที่หยิบมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ เช่น ขบวนการสตรีที่รณรงค์ในเรื่องสิทธิความเท่าเทียมกันทางเพศ ปฏิเสธการดำรงอยู่ของนิยามการเมืองในแบบผู้ชายที่ให้สาระสำคัญกับอำนาจ แต่มองว่าชีวิตประจำวันนั้นเป็นการเมือง อันเนื่องมาจากความอยุติธรรมที่กระทำต่อสตรี การใช้กำลังทำร้ายและกระทำความรุนแรงทางเพศ หรือแม้กระทั่งองค์กรที่เคลื่อนไหวในเรื่องสัตว์ อาทิกลุ่ม PETA (People for the Ethical Treatment of Animals) ซึ่งชูประเด็นเรื่องสิทธิของสัตว์ โดยต่อต้านการกระทำทารุณกรรมต่อสัตว์ และการใช้สัตว์ป่าเป็นเครื่องมือต่าง ๆ โดยครอบคลุมภาคอุตสาหกรรม เช่น อาหาร การปศุสัตว์ ภาคบันเทิงเช่น การล่าสัตว์เป็นกีฬา ภาควิทยาศาสตร์ เช่นการใช้สัตว์ป่าเพื่อการทดลอง ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้ มิได้ต้องการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของรัฐ หากแต่การเคลื่อนไหวเหล่านี้ จะกดดันเชิงนโยบายให้ผู้มีอำนาจของรัฐต้องตัดสินใจ เลือกกระทำหรือไม่กระทำในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นข้อเรียกร้อง ทั้งนี้การปฏิเสธที่จะกระทำการใด ๆ จากรัฐ ก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางวาทกรรมในการโจมตีและลดความน่าเชื่อถือของชุดวาทกรรมหลักของรัฐไปในทันที กรณีตัวอย่างที่ใกล้เคียงกันนี้ในประเทศไทยก็คือ สมัชชาคนจนซึ่งมีลักษณะการเคลื่อนไหวและข้อเรียกร้องในทำนองเดียวกันนี้เช่นกัน

                ประเด็นต่อมานั้นคือ ความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ความพยายามและเป้าหมายในการเคลื่อนไหวและดำรงอยู่ของการเมืองภาคประชาชนที่ไม่ได้ต้องการยึดครองอำนาจรัฐดังที่กล่าวมาแล้วประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในเรื่องของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถกระจายไปได้อย่างรวดเร็ว โลกทั้งโลกกลายเป็นสังคมชนิดที่อาจเรียกได้ว่า “สังคมเครือข่าย” (Network society) ซึ่งไม่เพียงเท่านั้นระบบเศรษฐกิจเสรีก็ทวีอำนาจในระบบโลกมากยิ่งขึ้นและกดดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายและสลายอำนาจอธิปไตยของรัฐเหนือดินแดน ให้อยู่ภายใต้การนำของระบบเศรษฐกิจการเงินข้ามชาติ และทำให้อำนาจของรัฐ-ชาติหมดความหมายไปพร้อม ๆ กัน หากแต่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็ได้เกิดขึ้นในระบบการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเช่นกัน กล่าวคือ มีการเคลื่อนไหวที่เป็นระบบ และมีเครือข่ายเชื่อมโยงกันในระดับสากลมากขึ้น อีกทั้งประเด็นที่ถูกนำมาเป็นธงนำในการต่อสู้เคลื่อนไหวก็เป็นประเด็นที่ถูกทำให้เป็นสากล (Universalization) หรือก็คือ มีการนิยามความหมายในการเคลื่อนไหวให้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทุกชีวิตที่ดำรงอยู่และหากปล่อยให้ชุดวาทกรรมหลักเหล่านั้นดำเนินไปก็จะส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกคนอย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น การชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านการประชุมขององค์การการค้าโลก หรือ WTO (World Trade Organization) เมื่อปลายปี ๑๙๙๙ จนทำให้ไม่สามารถจัดประชุมได้ ซึ่งเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อระบบเศรษฐกิจโลก หรือในกรณีของกลุ่ม อาทิ ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ซึ่งขบวนการเหล่านี้จะไม่เห็นด้วยต่อทุนนิยมโลก และการเคลื่อนไหวของขบวนการเหล่านี้ก็จะเป็นการเคลื่อนไหวที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกันในหลากหลายภาคส่วน และตัดสลายเส้นแบ่งแห่ง เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ออกไปโดยสิ้นเชิง โดยมองว่าปัญหาทั้งหลายนั้นเป็นปัญหาของทุกคน หรือในประเทศไทยเอง เราก็จะพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อาทิ Greenpeace ซึ่งชูประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและมีเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วโลก และด้วยความเปลี่ยนแปลงของระบบการเคลื่อนไหวจากการที่เคลื่อนไหวเฉพาะกลุ่มเฉพาะปัญหาของตน สู่การทำให้ปัญหาเป็นของทุกคน และใช้เครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วโลกนี้เอง ผลกระทบจากการเคลื่อนไหวจึงตกอยู่ที่ระบบการเมืองหลักที่จะต้องรับผลกระทบจากการใช้เครือข่ายสากลเป็นเครื่องมือในการต่อรองด้วยข้ออ้างของความยิ่งใหญ่ในเชิงเครือข่าย

                ประเด็นสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ ความเปลี่ยนแปลงในเชิงยุทธวิธีการเคลื่อนไหว จากการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบเดิมที่เน้นการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ การเคลื่อนไหวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลัง ความรุนแรง และอาวุธเข้าต่อสู้กัน เพื่อให้ได้ชัยชนะ แต่การเคลื่อนไหวของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ นั้นเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ชุดความคิดที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในสังคม ดังนั้นการเคลื่อนไหวใหม่นี้จึงปฏิเสธความรุนแรง และประกอบกับพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้การยุทธวิธีในการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในโลกยุคหลังสงครามเย็น กล่าวคือ ในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การเคลื่อนไหวนั้น ไม่ใช้ความรุนแรง เราจะพบว่าในการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนปฏิบัติการไร้ความรุนแรง[3](Nonviolence action) จะถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง อาทิ การประท้วงด้วยการอดอาหารของสมัชชาคนจนซึ่งเป็นการกดดันและการกระทำเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ในการเคลื่อนไหว[4] หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่ม PETA ด้วยการให้รางวัลแก่นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถผลิตเนื้อสัตว์เทียมที่เหมือนกับเนื้อจริงและสามารถวางขายได้จริงในตลาด[5] ซึ่งการเคลื่อนไหวด้วยวิธีการทั้งหลายเหล่านี้ ถูกนำมาเป็นข้ออ้างสำคัญในความชอบธรรมที่จะดำเนินการเคลื่อนไหว และได้รับการยอมรับจากประชาชนและสังคมโดยทั่วไป ตลอดจนอีก ๑ วิธีการที่ ณ ขณะปัจจุบัน คงไม่มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมใดปฏิเสธได้ว่า เป็นเครื่องมือ หรือยุทธวิธีสำคัญในการเคลื่อนไหว นั่นคือ การให้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง เพื่อนำเสนอวาทกรรมทางเลือกและลดความน่าเชื่อถือของชุดวาทกรรมหลัก ผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่พัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง อาทิ การใช้เว็บไซต์ ซึ่งภายในประกอบด้วยข้อมูล ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหวในรูปของวีดีโอ หรือแม้กระทั่งพื้นที่สนทนาออนไลน์(Webboard หรือ Online Forums) เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล และทำให้เกิดความรู้สึกของการสื่อสารสองทาง (Two-Way Communication) ระหว่างประชาชนกับกลุ่มเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่มีการใช้หนังสือพิมพ์ของตนเอง[6] และการถ่ายทอดสดเวทีหลักผ่านโทรทัศน์ระบบดาวเทียม (ASTV ช่อง NEWS1) ออกไปทั่วโลกตลอด ๒๔ ชั่วโมง ก็เป็นยุทธวิธีหนึ่งในการทำให้เกิดความเป็นพวกเดียวกันผ่านหน้าจอแม้ไม่ได้ไปร่วมชุมนุม ณ สถานที่จริงแต่ก็เหมือนอยู่ร่วมในเหตุการณ์ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นการสื่อย้ำให้เห็นถึงอำนาจของข้อมูลข่าวสารได้อย่างชัดเจน

                ในท้ายที่สุดนี้ คงต้องกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนั้นมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก สิ่งที่ยกมาอภิปรายทั้ง ๓ ประเด็นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงของภาคประชาชนที่ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ต่อความเปลี่ยนแปลงของระบบการเมือง ทั้งในระดับรัฐ – ชาติ และระดับโลก และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็มิได้จำกัดการเปลี่ยนแปลงเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ทุก ๆ กลุ่มการเคลื่อนไหวต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงและรับผลกระทบจากวาทกรรมความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นแนวทางในการเคลื่อนไหวด้วยกันทั้งสิ้น และด้วยเหตุผลทั้งปวงในความพยายามขององค์กรภาคประชาชนที่จะเคลื่อนไหวเพื่อความเข้มแข็งของประชาสังคม ความเปลี่ยนแปลงใดก็ไม่มีความหมายหากไร้ความสนใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการที่จะจัดการ ผลักดัน และแสดงบทบาทของตนเองในเวทีโลก แทนที่รัฐ – ชาติ ซึ่งอาจหมดความหมายลงไปในที่สุด ดังนั้นแล้วจึงมีความจำเป็นที่จะต้องย้ำทิ้งท้ายลงไว้ที่นี้ว่า มนุษย์ผู้เดียวไม่อาจทำสิ่งใดให้สำเร็จสมบูรณ์ได้ แต่สิ่งสำคัญคือความร่วมมือบนพื้นฐานของความแตกต่างแต่ไม่แตกแยกของทุก ๆ บนกรอบแห่งโลกสมัยใหม่และการเมืองแบบหลังสมัยใหม่ ซึ่งวางอยู่บนรากฐานกฎกติกาที่ตกลงร่วมกันนั้น จะเป็นหนทางที่ทำให้ “การเมือง” และ “ความเป็นการเมือง” ประสานสอดคล้องและนำพาสังคมไปสู่เป้าหมายที่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง



[1] สุดยอดตัวอย่าง คือ ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาเป็นตัวอย่างบ่อย หรือถูกกล่าวถึงเป็นประจำเมื่อต้องนำเสนอในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวอย่างนั้น

[2] เสกสรร ประเสริฐกุล, การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย. ๒๕๔๘

[3] คำว่าปฏิบัติการไร้ความรุนแรงนั้น เป็นแนวคิดของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ซึ่งพยายามอธิบายความเพิ่มเติมว่าแตกต่างจากสันติวิธี เนื่องมาจากเน้นความสำคัญของการปฏิบัติการและครอบคลุมรวมไปถึงการเยียวยาผลกระทบจากความรุนแรงด้วย

[4] อุเชนทร์ เชียงเสน. ๑๐ ปี สมัชชาคนจน: บทเรียนบางประการ

[5] www.peta.org

[6] ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ ตลอดจนวารสาร ทั้งหมดภายในเครือผู้จัดการ โดยการบริหารของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

9月20日

การเมืองภาคประชาชนกับการขยายและจำกัดนิยามของการเมือง

การเมืองภาคประชาชนทั้งในสังคมไทยและในต่างประเทศ มีส่วนอย่างสำคัญในการขยายหรือไม่ก็จำกัดนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” ให้ท่านยกตัวอย่างการเมืองภาคประชาชนจริงที่เกิดขึ้น ๒ ขบวนการ โดยตัวอย่างหนึ่งเป็นการขยายนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” และอีกตัวอย่างหนึ่งเป็นการจำกัดนิยามของ “การเมือง”

 

                การศึกษาวิชาว่าด้วยการเมืองและการปกครอง เป็นการศึกษาที่ไม่มีเส้นขอบขององค์ความรู้ อันเนื่องมาจากมีการคิด การตั้งคำถาม และแสวงหาคำตอบทั้งหลายอยู่อย่างต่อเนื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ โลกเคลื่อนตัวเข้าสู่การยอมรับในแนวความคิดของประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างเต็มตัวหรือก็คือการสิ้นสุดของสงครามเย็นในปลายทศวรรษ ๑๙๘๐ และมีกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยเป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่นอกระบบของความคิดความเข้าใจของระบบอันเกิดจากปัญหาที่ระบบของความเป็นผู้แทนปวงชนในรูปของประชาธิปไตยตัวแทน(Representative Democracy) ไม่อาจอำเนินการจัดการต่อทุก ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรม และสิ่งนี้เองได้แผ่ขยายแนวทางการเคลื่อนไหวด้วยวิธีคิดของการดูแลจัดการปัญหาของตนด้วยตนเองออกไปทั่วโลก ประกอบกับการล่มสลายของความคิดสังคมนิยมมาร์กซิสต์ด้วยนั้น จึงทำให้แนวความคิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยการเคลื่อนไหวทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถูกเรียกว่า ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ (New Social Movement) หรือในนัยหนึ่งนั้นคือ การเมืองภาคประชาชน (Politics of People’s Movement) นั่นเอง

                การเมืองภาคประชาชนที่แท้จริงนั้นต้องเป็นอย่างไร คงเป็นคำถามที่สังคมต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และหาคำตอบต่อไป แต่ในเบื้องต้นนั้น คำว่า “การเมืองภาคประชาชน” มีคำ ๒ คำที่ปรากฏในตัวเอง นั่นคือ คือว่า “การเมือง” และ “ภาคประชาชน” แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดนั้นคือ ไม่มีคำนิยามใด ๆ ของคำว่าการเมือง ที่เป็นคำนิยามที่สามารถยอมรับได้โดยสากล โดยหากจะตอบคำถามว่า อะไรคือการเมือง ในทางวิชาการนั้นมีคำตอบหรือนิยามที่แตกต่างกันจำนวนมหาศาล[1] และปัญหานี้เองจึงเป็นปัญหาหลักในการตอบคำถามว่า การเมืองภาคประชาชนได้แสดงบทบาทในการขยายและจำกัดนิยามของคำว่า “การเมือง” (Politics) อย่างไร เนื่องจากเราไม่อาจตอบคำถามได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว “การเมือง” คืออะไร ในขณะเดียวกันเมื่อเราไม่อาจนิยามความหมายให้กับคำว่า “การเมือง”ได้ การขยายนิยาม หรือ การจำกัดนิยาม นั้น ก็เป็นสิ่งที่อาจไม่มีความแตกต่างกัน เพราะหากเรายึดนิยามหนึ่งนิยามใด เป็นหน่วยในการวิเคราะห์ เราจะพบว่า การขยายนิยาม หรือ จำกัดนิยาม ผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่ต่างอะไรจาก นิยามที่ถูกกล่าวไว้แล้วอื่น ๆ ส่วนคำว่า “การเมืองภาคประชาชน” เองนั้น ก็เป็นเพียงการนำเอาคำว่า “ภาคประชาชนชน” มาทำหน้าที่ขยายคำว่า “การเมือง” เป็นการประกอบสร้างความหมายใหม่ของคำเพื่อใช้อธิบายต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นเท่านั้น

                ด้วยปัญหาของการนิยามคำว่าการเมืองดังที่กล่าวมา สิ่งที่เราต้องพิจารณาจึงมิได้จำกัดวงอยู่ที่เพียงคำว่า “การเมือง”เท่านั้น หากแต่ต้องขยายวงของความท้าทายออกไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นการเมือง” (The political) ด้วย จึงจะสามารถทำให้ การเมืองภาคประชาชนมีความสามารถในการขับเคลื่อนการเมืองได้ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันในที่นี้นั่นคือ เราจะให้ขอบเขตของคำว่า “การเมือง” แค่ไหน อย่างไร ซึ่งในที่นี้จึงขอทำความเข้าใจ โดยอาศัยความหมายของคำว่า “การเมือง” โดยทั่วไป ซึ่งมีทั้งสิ้น ๖ กลุ่ม กล่าวคือ

๑.      การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group)ต่างต่อสู้แย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารกิจการบ้านเมือง     

๒.    การเมืองเป็นเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรของรัฐหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคม

๓.     การเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้งอันเรื่องมาจากทรัพยากรที่มีจำกัด

๔.     การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอมผลประโยชน์

๕.     การเมืองเป็นเรื่องของรัฐและการบริหารประเทศ ซึ่งมี ๓ ด้าน คือ งานที่เกี่ยวกับรัฐ การบริหารประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบาย และการอำนวยการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นการควบคุมให้มีการดำเนินงานตามนโยบาย

๖.      การเมืองเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบาย

และด้วยคำอธิบายทั้งหมดข้างต้น การเมืองในความหมายของทฤษฎีกระแสหลักนี้ จึงหมายถึง “กิจกรรมการต่อสู้แย่งชิง การจัดการและการประนีประนอมต่อความขัดแย้งของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะจัดการจัดสรรทรัพยากรและสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคมที่มีอยู่อย่างจำกัดผ่านการใช้อำนาจบริหารรัฐ โดยมีนโยบายและหน่วยงานองค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือ” ซึ่งเมื่อได้ทำความเข้าใจในนิยามที่เราจะใช้เป็นหน่วยในการวิเคราะห์นี้แล้ว เราจะพบปริมณฑลของ “ความเป็นการเมือง” ที่ตั้งอยู่นอกปริมณฑลของคำว่า “การเมือง” ได้ชัดเจนขึ้น ประกอบกับปัญหาที่เราพบในการนิยามการเมือง กล่าวคือ ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันเพียงบางส่วน หากแต่อีกหลายส่วนยังคงมีการถกเถียงและไม่สิ้นสุด ตลอดจนการแสดงความหมายของการเมืองต่อสาธารณะนั้น ก็เป็นไปในทางลบ อีกทั้งเป็นเพียงกลไกในการทำงานของนักการเมืองเท่านั้น และที่สุดแล้ว ยังพยายามอย่างยิ่งที่จะบอกว่า โลกมีความเป็นหนึ่งเดียว ไร้ซึ่งความขัดแย้งและศัตรู ซึ่งด้วยคำนิยามและปัญหานี้เอง เราจะนำมาสู่การแสดงบทบาทของการเมืองภาคประชาชนในการที่จะทำหน้าที่ ขยายนิยาม และ จำกัดนิยาม ของคำว่า “การเมือง” ต่อไป

                ในกลุ่มแรก เราจะพิจารณาถึง ขบวนการภาคประชาชนที่มีบทบาทในการขยายนิยามของการเมือง ดังที่ได้ทำความเข้าใจไว้แล้วในเบื้องต้นถึงนิยามที่จะเลือกใช้เป็นหน่วยในการวิเคราะห์ ซึ่งกลุ่มที่เลือกมากล่าวถึงนี้คือ “สมัชชาคนจน” ในประเทศไทย ซึ่งมีการเคลื่อนไหวและมีบทบาทในช่วงยะเวลาประมาณ ๑๐ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๘ ถึง พ.ศ.๒๕๔๘ กล่าวคือ กลุ่มสมัชชาคนจนเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวซึ่งถูกเรียกจากนักวิชาการไทยว่า ขบวนเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ มีการให้ความหมายในการเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว ในบทความเรื่อง “แปดญัตติว่าด้วยสมัชชาคนจน”[2] โดยกล่าวถึงสมัชชาคนจน ซึ่งสรุปความได้ว่า

๑.      การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนเป็นการทำกิจกรรมทางการเมืองทางตรง (Direct political action) พุ่งเป้าการเจรจาที่ผู้กุมอำนาจรัฐและกำหนดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐและประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน

๒.    เป็นพลังอิสระ ยึดมั่นแนวทางสันติวิธีเป็นสำคัญ และมีพันธมิตรข้ามชนชั้นมาก

๓.     เป็นนวัตกรรมทางการเมือง ที่สามารถรวมเอาปัญหาที่หลากหลายมาเรียกร้องร่วมกัน สร้างพลังที่เข้มแข็งขึ้นเป็นทวีคูณ

๔.     มีการจัดองค์กรแบบการนำรวมหมู่และกระจายอำนาจการตัดสินใจให้กลุ่มย่อย

๕.     ทำการเคลื่อนไหวแบบใหม่ ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบเดิม[3]ไม่ให้ความสนใจ

๖.      เป็นไปเพื่อความเข้มแข็งแห่งประชาสังคมเพราะให้ความสำคัญกับปัญหาทั่วไปของทุกคน

๗.     มีลักษณะโต้การพัฒนากระแสหลัก

๘.     โครงสร้างองค์กรมีความยืดหยุ่นและความเป็นประชาธิปไตย

โดยที่เมื่อเราพิจารณาถึงลักษณะในการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน ตลอดจนข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของสมัชชา ซึ่งคำว่าสมัชชาคนจนในความหมายนี้ มีการเชื่อมโยงองค์กรโดยมีกลุ่มนักวิชาการและ N.G.O. ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเชื่อมโยงองค์กรให้มีความเข้มแข็ง เราพบว่า การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนได้แสดงให้เห็นว่า ในขณะที่รัฐบาลใช้อำนาจในการกำหนดนโยบายและจัดการต่อทรัพยากรอันมีค่าของรัฐเสมือนเป็นสิ่งที่รัฐเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์นั้น การกระทำของรัฐดังกล่าวได้ปฏิเสธการมีอยู่ของคนในท้องถิ่นในการที่จะมีส่วนในการบริหารจัดการตลอดจนตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตน เมื่อพิจารณาในความหมายเชิงนิยามของการเมืองดังที่ได้กล่าวไว้ เราจะพบว่า การเมือง ได้จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้แก่กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ หากแต่ “คนจน” หาได้ถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรดังกล่าว นิยามของ “การเมือง” จึงถูกขยายออกด้วยเหตุผลที่การเมืองไม่อาจจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ดังที่ ฌาคส์ รองซีแยร์ ได้ชี้ให้เห็นว่า สมาชิกทั้งหมดของระบบการเมืองนั้น มีบางส่วนที่ไม่ได้ถูกนับรวมเป็นส่วนของระบบทำให้คนเหล่านั้นไม่ได้รับความเสมอภาคและความยุติธรรม การเมืองจึงเริ่มขึ้นเมื่อส่วนที่ไม่ได้ถูกนับรวมเป็นส่วนต้องการที่จะเข้ามาเป็นส่วน และใช้ความเป็นการเมืองของการแบ่งแยกนับรวมนี้เป็นเครื่องมือในการเปิดพื้นที่ให้แก่ประชาชนในการมีส่วนทางการเมือง ดังที่มีการกล่าวว่า “การต่อสู้ของคนจนที่มาในวันนี้ ไม่ได้มาเพื่อโค่นล้มใครแต่ต้องการสร้างเสียงของคนจนให้ดังขึ้นมา[4]” และ “สำหรับพวกเราแล้ว การแก้ปัญหาคนจน คือ ความหมายเดียวกันกับการปกป้องประชาธิปไตย เพราะความทุกข์ยากที่พวกเราคนจนต้องเผชิญตลอดมานี้ ล้วนเกิดจากการที่รัฐใช้อำนาจเข้าข่มเหง แย่งชิงและทำลายสิ่งที่เคยเป็นถิ่นฐาน รากเหง้า ปากท้อง ลำแข้งและศักดิ์ศรีของเราทั้งสิ้น รัฐอาจมองเห็นเป็นแค่ทรัพยากรที่จะยักย้าย แปรสภาพ หรือขายทิ้งเพื่อแลกกับการลงทุนโครงการพัฒนาจอมปลอมทั้งหลาย แต่สำหรับเราแล้ว นั่นแหละคือ ชาติในความหมายที่เป็นรูปธรรมที่สุดของเรา[5]” ซึ่งทั้งหมดได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการเปิดพื้นที่ในสังคมให้กับ “ภาคประชาชน” ได้แสดงบทบาทในการขยายนิยามของการเมืองให้มีส่วนต่าง ๆ ครอบคลุมและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เป็น “การเมือง” ในความหมายที่มีประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เคยถูกปฏิเสธออกไป

                ในกลุ่มที่สอง เราจะพิจารณาถึงขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่มีบทบาทในการจำกัดนิยามของการเมืองโดยอาศัยนิยามดังที่ได้พิจารณาร่วมกันในเบื้องต้นไว้แล้วเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภาคประชาชนที่จะนำมาวิเคราะห์ในที่นี้ คือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในประเทศไทย โดยจำกัดกรอบเวลาในการเคลื่อนไหวอยู่ที่การเคลื่อนไหวเมื่อครั้งขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ  ชินวัตร เป็นหลักแต่อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการเชื่อมโยงถึงการเคลื่อนไหวในปี ๒๕๕๑ ในบางประเด็น

                การเคลื่อนไหวที่นำมาสู่การเกิดขึ้นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีจุดเริ่มต้นมาจากการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มมวลชนที่ดำเนินกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง ภายใต้ชื่อ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ภายหลังจากการถูกถอดออกจากผังรายการของสถานีโทรทัศน์องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ช่อง ๙ อ.ส.ม.ท.) ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีเหตุการณ์ที่เป็นความขัดแย้งส่วนบุคคลระหว่างนายสนธิกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นฐานรองรับและแรงผลักดันหลักของการเคลื่อนไหวอยู่ก่อนแล้ว และนำมาสู่การเคลื่อนไหวมวลชนเพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในที่สุด โดยในที่สุดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้เรียกประชุมกลุ่มองค์กรทางสังคมและกลุ่ม N.G.O. จำนวน ๔๐ องค์กรและมีมติเข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มของนายสนธิ[6] และทำการชุมนุมร่วมกันครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีประชาชนเข้าร่วมประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน[7] โดยที่ความแตกต่างของการเคลื่อนไหวครั้งนี้คือ ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวนั้นโดยส่วนมากเป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และมีผลได้ผลเสียในทางการเมืองอยู่เป็นปกติ หากแต่การเคลื่อนไหวของพันธมิตรนั้น ได้ชูวาทกรรม “ถวายคืนพระราชอำนาจ” มาเป็นธงนำ และประกอบสร้างความหมายทางการเมืองให้คู่ตรงข้ามกลายสภาพเป็น ศัตรู ในทางการเมือง ตามแนวคิดของคาร์ล ชมิทท์ โดยแสดงให้เห็นว่า ศัตรูของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ได้แสดงบทบาทของตนเทียบเท่าสถาบันกษัตริย์ ใช้การปลุกสร้างอารมณ์ทางการเมืองด้วยการชู ชาติ ศาสนา พระมากษัตริย์ และก่อความรู้สึกของความขัดแย้งให้แพร่กระจายไปในสังคมผ่านวิธีการทางการสื่อสารมวลชน ซึ่งนายสนธิเป็นผู้อำนาจในการจัดการ

                ถึงแม้ฐานวิธีการในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะสามารถอธิบายได้ด้วยความคิดเรื่อง “การเมือง” ของคาร์ล ชมิทท์ หากแต่ข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มในปฏิบัติการเคลื่อนไหวไม่เพียงแต่ไม่ขยายขอบเขตอำนาจหรือเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองให้กว้างขวางขึ้นแล้ว หากยึดถือตามนิยามของการเมืองกระแสหลัก กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ทำหน้าที่อย่างชัดเจนในการจำกัดนิยามของคำว่า “การเมือง” ให้อยู่ที่ การแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของกลุ่มเฉพาะของตน หรืออาจกล่าวว่า ไม่เพียงจำกัดไม่ให้เกิดการขยายนิยามแล้ว ยังได้นิยามความหมายของการเมืองขึ้นใหม่ให้กลายเป็นเพียงความหลอกลวงฉ้อฉลและผลประโยชน์เฉพาะตน และเสนอ “การเมืองของชนชั้นนำซึ่งมีคุณธรรม” ขึ้นแทนที่ระบบการเมืองที่ดำรงอยู่ และด้วยวาทกรรม “สู้เพื่อในหลวง” “ยามเฝ้าแผ่นดิน” นี้เอง นิยามของการเมือง จึงจำกัดวงของพื้นที่ในการมีส่วนทางการเมือง ให้เหลือเฉพาะ ชนชั้นสูง ที่เขาเชื่อว่า จะไม่แสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง แต่จะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ซึ่งที่นี้เราจะไม่วิเคราะห์ไปถึงความจริงในแนวคิดดังกล่าว

                แม้จะมีความเป็นไปได้ที่การเมืองภาคประชาชนจะมีบทบาทสำคัญในการจำกัดหรือขยาย นิยามของคำว่า “การเมือง” ดังตัวอย่างที่หยิบยกมาเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ทั้ง ๒ ข้างต้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราพึงย้ำอยู่เสมอนั้นคือ ภาคประชาชน ได้ขยายการเมืองและความเป็นการเมือง ไม่ให้อยู่เพียงคำว่า ประชาธิปไตยซึ่งอ่อนปวกเปียกของระบบตัวแทนสู่ประชาธิปไตยทางตรงที่เข้มแข็งกว่า และแม้ว่าถึงที่สุดแล้วเราจะย้ำอย่างต่อเนื่องว่า ณ เวลานี้เรายังมิอาจนิยามได้เลยว่า การเมืองคืออะไร แต่หากไร้การเมืองภาคประชาชน ก็จะไม่มีโอกาสที่การเมืองจะขยายพื้นที่ของตนเองออกไปได้และเป็นกระบวนการแก้ปัญหาของประชาชนทุกภาคส่วนได้อย่างแท้จริง



[1] รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์  ได้บรรยายในการเสวนาเรื่อง ความรู้รัฐศาสตร์ ความจริงทางการเมืองว่า คำว่า “การเมือง” มีนิยามที่แตกต่างกันมากถึงประมาณ 8000 นิยาม

[2] สุธี ประศาสน์เศรษฐ นักวิชาการในสำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[3] ขบวนการเคลื่อนไหวแบบเดิมคือ เน้นที่การช่วงชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ และสนใจต่อสู้เพียงเฉพาะแต่ปัญหาเฉพาะหน้าของตนเองเท่านั้น

[4] “สคจ. ชี้ คนจนถูก ปล้นชาติมาครบทศวรรษ, ประชาไท, ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

[5] แถลงการณ์สมัชชาคนจน, “เราต้องการประชาธิปไตยที่ กินได้ และ เห็นหัวคนจน,” ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

[6] ไทยโพสต์, ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

[7] The Nation, February 12, 2006

9月17日

การเมืองภาคประชาชนในโลกยุคโลกาภิวัตน์

การเมืองภาคประชาชนในโลกยุคโลกาภิวัตน์

 

บทความปริทัศน์ประกอบการศึกษา รายวิชาการเมืองภาคประชาชน (ร.๓๑๑)
ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๑ หลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายจักรพันธ์  ยาคู เลขทะเบียน ๔๘๐๓๖๘๐๒๕๗ ชั้นปีที่ ๔ สาขาการเมืองการปกครอง

 

เอกสารวิชาการ

-                    ใจ อึ๊งภากรณ์. ถึงเวลารื้อถอนการเมืองแบบเก่าของภาคประชาชน, วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๔๖

-                    ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ. การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย โดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล, ฟ้าเดียวกัน. ๒๕๔๘

-                    เสกสรรค์ ประเสริฐกุล. การเมืองภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไทย. ๒๕๔๘

-                   D. Arnold. Free Trade Agreement and Southeast Asia, Journal of Contemporary Asia. 2006  

 

                อันว่ามนุษย์นั้นมีการรวมตัวกันขึ้นเป็นสังคม เกิดการปกครอง เกิดรัฐ ชาติ และการพัฒนาการต่าง ๆ เรื่อยมาจากอดีต ปัญหาของรัฐต่างถูกพิจารณาให้เป็นปัญหาในทางการเมืองการปกครองและดำเนินการจัดการแก้ไขผ่านระบบอำนาจนำทางสังคม ด้วยการเมืองการบริหารของคณะผู้บริหารที่เรียกว่า รัฐบาล และ รัฐสภา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น ด้วยการยอมรับในความเป็นมหาอำนาจของประเทศสหรัฐอเมริกา และการแผ่ขยายของลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตย จนกลายเป็นแนวคิดหลักทางการเมืองที่ขยายตัวครอบคลุมระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมไปทั่วโลก กลายเป็นการครอบงำทางความคิดแก่ผู้คนในสังคม แทรกซึมฝังลึกในทุกอณูของลมหายใจเข้าออกในการยอมรับอำนาจรัฐผ่านการยอมรับอำนาจในการดำรงอยู่ของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยระบบผู้แทน (representative) และถึงแม้ว่าจะมีโครงสร้างอำนาจทางสังคมผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่การเมืองประชาธิปไตยแบบผู้แทนนี้ก็ยังเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้แทนภายในรัฐหาใช่องค์ประกอบเดียวในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง หากแต่รัฐทั้งหลายได้เติบโตขึ้นผ่านกระบวนการของข้อมูลข่าวสารและมีชีวิตอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่เป็นสากล มีทั้งพันธมิตรและคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นทางทหาร เศรษฐกิจ องค์กรสากลและองค์กรข้ามชาติ ตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งรัฐสมัยใหม่ยังคงสามารถสงวนไว้ซึ่งอำนาจอย่างชัดแจ้งนั่นคือ อำนาจในการจัดการขั้นมูลฐานการกำหนดซึ่งความเป็นความตายของประชากรของรัฐ หรือก็คือ อำนาจอธิปไตยที่โดดเด่นในทางนิตินัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การใช้อำนาจจัดการบังคับต่อพลเมือง การปฏิเสธอำนาจนำทางการเมืองของระบบผู้แทนจึงเกิดขึ้นโดยอ้างความชอบธรรมในการจัดการกับปัญหาของตนเองด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคำตอบของปัญหา ด้วยการลดทอนอำนาจรัฐจากความมั่นคงแข็งแรงของอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ (Centralization) ออกสู่การขยายพื้นที่ทางประชาธิปไตยด้วยการดูแลตนเองซึ่งนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยทางตรงหรือการมีส่วนร่วมทางการเมืองจากผู้รับผลโดยตรงจากการตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งในที่นี้ก็คือ การเมืองภาคประชาชนนั่นเอง โดยที่การเมืองภาคประชาชนนี้จะเป็นเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตยที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง ดำรงอยู่ได้บนพื้นฐานของสมดุลทางอำนาจอย่างแท้จริง และด้วยวิธีการพิจารณาแบบนี้ การเมืองภาคประชาชนจึงเปรียบเสมือนเสาค้ำยันหลักในรูปลักษณ์โครงสร้างการเมืองแบบสามเหลี่ยมคว่ำ[1] ซึ่งโครงสร้างการเมืองหลักนั้นบอบบางและพร้อมที่จะล้มครืนลงสู่การแตกสลายได้ตลอดเวลาหากเสาค้ำยันทั้งหลายไม่สามารถสถิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ซึ่งในที่นี้ได้แสดงภาพโครงสร้างของระบบการเมืองประชาธิปไตยนี้เป็นดังตัวอย่าง(ในอินเตอร์เน็ตนี้จะมองไม่เห็นภาพประกอบการอธิบาย)ซึ่งจะเห็นว่า เสาที่ค้ำจุนการดำรงอยู่ของระบอบที่พร้อมจะล้มลงทุกเมื่อนั้น ก็มีความแตกต่างหลากหลาย หากบางเสาล้มไปยังอาจดำรงระบบไว้ได้ แต่หากบางเสาล้มไประบบย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้ และโดยเฉพาะเสาประชาสังคมซึ่งเป็นเสาใหญ่และมีความสำคัญต่อระบบมากที่สุดนั่นเอง อย่างไรก็ตามแนวความคิดเรื่อง ประชาสังคม ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ หรือ การเมืองภาคประชาชนนั้น ก็มีหลากหลายมุมมองคำถามที่ต้องพิจารณาถึงคำตอบอย่างรอบคอบ

                ทำไมการเมืองภาคประชาชนจึงมีความจำเป็นในโลกยุคโลกาภิวัตน์? คำตอบของคำถามนี้คงมิได้จำกัดวงอยู่ที่ว่า เพราะเป็นการสนองตอบต่อปัญหาที่ตนเองประสบเพียงกระแสเดียว ข้อปัจจัยหลัก ๆ ที่ต้องพิจารณาอยู่ที่ว่า การเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชน เป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเดินหน้าเต็มกำลังของเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของระบบทุนนิยมเสรีสมัยใหม่ ดังกรณีการต่อต้านข้อตกลงเขตการค้าเสรี(Free trade agreement) ของกลุ่มเคลื่อนไหวในประเทศไทย โดยพยายามชูประเด็นความได้เปรียบเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันอันจะนำไปสู่การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้น หากแต่ถ้าพิจารณาถึงกระบวนการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระบบเสรีนิยมใหม่ (Neo liberalization) แล้ว ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดคือการพยายามสลายอำนาจอธิปไตยของรัฐให้อยู่ภายใต้การชี้นำของระบบเศรษฐกิจเสรีดังที่กล่าวว่า “Removal of or reduction in the trade practices that thwart free flow of goods and services from one nation to another. It includes dismantling of tariff (such as duties, surcharges, and export subsidies) as well as non-tariff barriers (such as licensing regulations, quotas, and arbitrary standards[2] ซึ่งส่งผลให้อำนาจหลักตกไปอยู่ในมือของนายทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ และด้วยการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคประชาชน นี้เองจึงเป็นสิ่งท้าทายอำนาจทุน ในการที่จะดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ด้วยการเคลื่อนไหวที่พยายามอย่างยิ่งในการจัดการกับโครงสร้างอำนาจในการตัดสินใจดำเนินกิจกรรมของรัฐ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นทางออกหนึ่งของรัฐในการหยิบยกเป็นข้ออ้างในการเลือกปฏิบัติ “เพื่อประโยชน์ของประชาชน” ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลให้อำนาจอธิปไตยของรัฐสมัยใหม่ยังคงดำรงอยู่ได้ภายในระบบโลกาภิวัตน์เสรีนิยม

                ปัญหาหลักก็คือ การนิยามคำว่า การเมืองภาคประชาชน ให้เป็นสิ่งที่เข้าใจถูกต้องตรงกัน เนื่องจากปัญหาในการอธิบายคำว่า การเมืองภาคประชาชน(Politics of people’s movement) ประชาสังคม (Civil Society) และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่(New Social Movement) ทั้งนี้ หากจะพิจารณาซึ่งความหมายของการเมืองภาคประชาชนแล้ว ตามกรอบทฤษฎีนั้นหมายถึงการเมืองแบบมีส่วนร่วมของพลเมือง ซึ่งครอบคลุมทั้งการเคลื่อนไหวของสาธารณะชนทั่วไปในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายหรือกิจการสาธารณะ และการเคลื่อนไหวของประชาชนเฉพาะกลุ่มเพื่อแสดงสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเอง หรือเพื่อยับยั้งการกระทำของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของพวกเขา ซึ่งถ้าพิจารณาตามนี้ การเมืองภาคประชาชนย่อมเป็นการใช้สิทธิบนฐานระบบการเมืองเปิด ซึ่งต้องมีเงื่อนไขอย่างน้อย ๒ ประการ คือ

๑.      จะต้องมีการดำรงอยู่ของพื้นที่สาธารณะ(Public spaces)สำหรับการแสดงความเห็นอย่างเสรีของสาธารณะชน

๒.    จะต้องมีการยอมรับโดยกฎหมายถึงสิทธิในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของประชาชนหมู่เหล่าต่าง ๆ ที่กระทำโดยสันติ ตั้งแต่สิทธิในการประชุม การชุมนุมประท้วง ไปจนถึงการนัดหยุดงาน หรือปฏิเสธคำสั่งรัฐโดยการการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนดังกล่าวจะนำไปสู่ทิศทางที่สังคมเป็นฝ่ายกำหนดตัวเองได้มากขึ้น

แต่ปัญหาที่น่าสนใจในการนิยามการเมืองภาคประชาชนคือการนิยามให้การนิยามที่ถือเสมือนว่าการเมืองภาคประชาชนและประชาสังคมเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะการจำกัดความประชาสังคมนั้นมีการให้การจำกัดความที่แตกต่างหลากหลายแต่โดยพื้นฐานนั้นให้การยอมรับภาคธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคมด้วยอีกทั้งในความคิดเห็นของนักวิชาการบางท่านยังคิดว่ารัฐเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคม ดังนั้นแล้ว ข้อสังเกตที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคือการเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเคลื่อนไหวในประชาสังคม และต่างจากขบวนปฏิวัติในสมัยก่อนตรงที่ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะยึดกุมอำนาจรัฐมาดัดแปลงสังคมให้เป็นดังอุดมการณ์ของตนแต่ประสงค์จะได้มาซึ่งฐานะในการกำหนดการปกครองด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องผ่านรัฐเสมอไป

                ข้อพิจารณาต่อไปคือ ปัญหาเชิงกระบวนการในการปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองของภาคประชาชน เนื่องจากการเมืองภาคประชาชนเป็นการเมืองที่ไม่มีรูปแบบตายตัว (Non stable form) หรือตัวบทใด ๆ มากำหนดโครงสร้างองค์กรดังที่เป็นอยู่ในการเมืองกระแสหลักของรัฐซึ่งมักมีการกำหนดโครงสร้างองค์กรบริหารไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการจัดองค์กร และ การปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองขององค์กรภาคประชาชนจึงไม่เหมือนกับการเมืองกระแสหลัก โดยเบื้องต้นเราพบว่าการเมืองภาคประชาชนมีการเคลื่อนไหวอยู่ใน ๔ ทิศทางหลัก ๆ ประกอบด้วย

๑.     เคลื่อนไหวร้องทุกข์ หรือเรียกร้องให้รัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้รับการเหลียวแล ซึ่งเป็นกรณีที่มีมากที่สุด ซึ่งในการเคลื่อนไหวนี้ มักสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของรัฐในการแก้ไขปัญหา ซึ่งในบางครั้งการเข้าใจปัญหาก็พาประชาชนบางกลุ่มให้หันไปหาทางรับผิดชอบชีวิตตนเองและเลิกการพึ่งพารัฐ

๒.   การเคลื่อนไหวที่มุ่งตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจรัฐ โดยส่วนมากมีพื้นฐานและทิศทางการเคลื่อนไหวจากภาคปัญญาชนซึ่งมีความตื่นรู้ทางการเมืองและห่วงใยผลประโยชน์ของชาติ

๓.    การประท้วงอำนาจรัฐและเรียกร้องให้ถ่ายโอนอำนาจที่รัฐเคยมีมาเป็นของประชาชน โดยส่วนมากมักมีจุดกำเนิดมาจากการตัดสินใจหรือการดำเนินโครงการของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในชุมชนท้องถิ่น โดยที่มีการยืนยันว่าเรื่องใดที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนควรให้ชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจหรือมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบ

๔.     การร่วมมือเชิงวิพากษ์(critical cooperation) กับรัฐ หรือความผูกพันในทางสร้างสรรค์(constructive engagement) เพื่อเบียดแย่งพื้นที่ในกระบวนการใช้อำนาจมาเป็นของประชาสังคม ซึ่งมีความก้ำกึ่งกันมากระหว่างการถ่วงดุลกับการร่วมมือกับรัฐและทุน กล่าวคือเป็นการเคลื่อนไหวที่หาทางถ่ายโอนอำนาจบางด้านของรัฐมาสู่ประชาชนด้วยการเน้นความสามารถในการดูแลประชาชนมากกว่าการประท้วงหรือการเผชิญหน้ากับรัฐ ซึ่งโดยส่วนใหญ่การเคลื่อนไหวลักษณะนี้เป็นการเคลื่อนไหวซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มเอ็นจีโอ โดยกรอบคิดของการทำงานนี้มีองค์ประกอบหลักสามประการคือ หนึ่ง ผลักดันให้ประชาชนระดับรากหญ้ามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาท้องถิ่น สอง การพัฒนาจะต้องเป็นแบบทางเลือก ยั่งยืน ถือหลักพอกินพออยู่ ไม่ใช่มุ่งขยายการผลิตเพื่อป้อนตลาดทุนนิยม และสาม สร้างเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างกลุ่มประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อเกื้อหนุนกัน ซึ่งลักษณะที่น่าสนใจของการเคลื่อนไหวลักษณะนี้คือ แม้จะไม่เห็นด้วยกับการพัฒนากระแสหลักและโครงสร้างอำนาจแต่ก็พร้อมจะร่วมมือกับภาครัฐและธุรกิจเท่าที่จะทำได้โดยเฉพาะการอาศัยเป็นแหล่งทุนเพื่อลดทอนความขัดแย้ง

ซึ่งจากแนวทางการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการของการเมืองภาคประชาชนดังที่ ใจ อึ๊งภากรณ์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติงานของ N.G.O.(Non Government Organization ภาษาไทยใช้คำว่า องค์กรพัฒนาเอกชน) ว่า ได้ปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ประโยชน์ของประชาชนและเพื่อการพัฒนาของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ กล่าวคือ กิจกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในกระบวนการภาคประชาชนนั้น จะพบปัญหาใหญ่คือ การขาดจิตสำนึกทางการเมือง ขาดแคลนทุน และภาวะการนำทางการเมือง จึงปรากฏว่า จะมีนัก N.G.O. ปฏิบัติงานในฐานะพี่เลี้ยง และผู้แทนให้กับประชาชนในการติดต่อ แลกเปลี่ยน หรือนำขบวนในการปฏิบัติกิจกรรมหนึ่ง ๆ ไม่มีการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชนสามารถยืนอยู่ด้วยตนเองได้ อีกทั้งการรับทุนสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ และ N.G.O. ต่างประเทศก็เป็นการยอมรับระบบทุนเข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหว จนอาจกล่าวได้ว่า ทำให้เกิดความไม่จริงจังในการแก้ไขปัญหา เพราะเกรงการไม่ได้รับการสนับสนุนต่อไป อย่างไรก็ตามข้อสังเกตนี้เป็นเพียงข้อสังเกตในแง่มุมหนึ่งทางวิชาการที่ตอกย้ำข้อกล่าวหาที่ตนเองกล่าวกับกลุ่ม N.G.O. ว่านัก N.G.O. มองว่าประชาชนโง่ ถูกหลอกจากรัฐ โดยเน้นย้ำว่า สุดท้ายประชาชนก็ถูก N.G.O.หลอก จึงมีสถานะไม่ต่างกันนักเพราะนักวิชาการก็กล่าวหาว่าประชาชนโง่เช่นกัน กล่าวคือ แม้การปฏิบัติงานของ N.G.O. จะปฏิบัติงานโดยมองสังคมชนบทเป็นหลัก แต่ก็มิได้มองข้ามปัญหาอื่น ๆ ในสังคม มีกลุ่ม N.G.O.มากมายที่ปฏิบัติกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิทธิ หรือการพัฒนาต่าง ๆ โดยอิงอาศัยอยู่กับวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น และโครงสร้างทางสังคมซึ่งมีความสลับซับซ้อน หากแต่การเคลื่อนไหวทั้งหลายอยู่ภายใต้กรอบของสิ่งที่เรียกว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งตอบโจทย์ ๔ ประการคือ การพัฒนามนุษย์ การพัฒนาสังคม การพัฒนาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ก่อปัญหา[3] โดยที่ผลของการปฏิบัติกิจกรรมทางการเมืองของภาคประชาชนเหล่านี้สามารถเห็นผลได้ในระยะยาวซึ่งจะตอบโจทย์ของการนิยามผลประโยชน์แห่งชาติด้วยการเกิดผลประโยชน์ภาคประชาชนตามกระบวนการการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างเข้มแข็งแม้จะถูกกระทบจากผลประโยชน์ข้ามชาติของระบบเศรษฐกิจเสรี อีกทั้งเป็นการแสดงออกซึ่งคำตอบของปัญหาฉันทามติทางการเมืองด้วยเสียงสะท้อนจากการรวมตัวของกลุ่มปัญหาทดแทนการตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ของปัญหาทั้งหมดในสังคม

                ไม่เพียงปัญหาภายในการปฏิบัติงานกิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชนเอง สิ่งที่สังคมควรตั้งข้อพิจารณาและหาทางออกร่วมกันนั้น อยู่ที่ปัญหา ๓ ประการ คือ

๑.     แนวนโยบายของรัฐและรัฐบาล ซึ่งอุปสรรคนี้จะเห็นได้จากหลาย ๆ กรณีเช่นการบัญญัติกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวรัฐธรรมนูญเองซึ่งสอดรับต่อการขยายตัวของระบบทุนนิยมสากลและส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในเรื่องของการรองรับการมีอยู่ของการเมืองภาคประชาชนเองก็เป็นเพียงการรองรับในหลักการเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นการกระทำที่ยากยิ่ง เนื่องจากต้องอาศัยทุนและปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ อย่างมหาศาล

๒.   แนวโน้มใช้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐและฝ่ายทุน ซึ่งอ้างความชอบธรรมผ่านกระบวนการการทำให้ประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในสถานการณ์ต่าง ๆ ถูกกลายสภาพให้กลายเป็นศัตรูของรัฐและวาทกรรมการพัฒนา การใช้ความรุนแรงจากรัฐเข้าสลายภาคประชาชนนี้ดูจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะในหลาย ๆ ครั้งผู้คนโดยทั่วไปและหมายรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐนั้นให้การยอมรับ และเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือในบางครั้งก็มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมต่าง ๆ และนอกจากความรุนแรงลักษณะนี้ยังมีความรุนแรงในลักษณะอื่น ๆ อีกหลากหลายโดยเฉพาะความรุนแรงระดับแนวคิดซึ่งตัวผู้นำรัฐบาลใช้โต้ตอบกับนักวิชาการสาธารณะหรือกลุ่มเคลื่อนไหวต่าง ๆ อย่างหนักหน่วง

๓.    ความไม่เข้าใจและการวางเฉยของสังคมที่ไม่เดือดร้อน กล่าวคือระดับของชนชั้นกลางซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการของรัฐ และอยู่ภายใต้วัฒนธรรมบริโภคนิยมนั้น ดำรงสถานะของตนในลักษณะของการวางเฉย ไม่สนใจในปัญหาโดยที่เห็นว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของตน

 

                กล่าวโดยสรุป การเมืองภาคประชาชนในโลกยุคโลกาภิวัตน์ เป็นการเมืองที่ดำรงอยู่ในสถานะของโครงสร้างทางการเมืองแบบอิงอาศัย คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชนเองก็ไม่อาจจะเคลื่อนไหวได้โดยปราศจากการสนับสนุนจากประชาสังคมอื่น ๆ ทั้งภายในและภายนอกรัฐ และด้วยการเคลื่อนไหวที่ไม่อาจปราศจากการแทรกแซงเชิงการสนับสนุนนี้เอง จึงเป็นเหตุให้การเมืองภาคประชาชน ยังมีความจำเป็นต้องตอบคำถามต่อข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ถูกตั้งขึ้นโดยผู้สังเกตการณ์ในภาคส่วนต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การเมืองภาคประชาชนก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงอยู่ของรัฐ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาสังคมที่เป็นโครงสร้างค้ำยันโครงสร้างการเมืองหลักให้สามารถดำรงอยู่ได้ ด้วยการทำให้ประชาชนไม่เกิดการหยุดนิ่งทางสังคมจนเป็นเหตุให้กลไกของรัฐไม่อาจเคลื่อนไหวได้โดยสะดวกและถูกกลืนอำนาจรัฐผ่านกระบวนการทางเศรษฐกิจเสรีนิยมจนทำให้ไร้รัฐซึ่งอำนาจอธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามแม้การเมืองภาคประชาชนจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาของรัฐและสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนที่จะแก้ไขปัญหาของการเมืองภาคประชาชนเพื่อสุดท้ายแล้วการเมืองภาคประชาชนจะสามารถเป็นหนทางในการแก้ไขข้อบกพร่องของระบอบประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์



[1] ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. คำบรรยายรายวิชา ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรงในทางการเมือง. ภาค ๑/๒๕๔๙

[2] www.businessdictionary.com

[3] จักรพันธ์ ยาคู. การเปิดเสรีทางการค้ากับการพัฒนาอย่างยั่งยืน. บทความวิชาการประจำวิชาเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ

9月6日

วิจารณ์ละครเวที Lost GirlZ

Lost GirlZ
เครือข่ายละคร หน้ากากเปลือย

                มอบให้เป็นของที่ระลึกในเบื้องต้นแก่ความพยายามเดินทางในเส้นทางแห่งความสุขและความฝัน แด่หญิงสาวผู้สดใสน่ารัก ผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า ปิยนาถ เต็มคำขวัญ ผู้รับบท โดโรธี

                “ความพยายามในการก้าวเดินในเส้นทางที่ตนเองรัก ทุ่มเทฝึกฝน ซ่อมซ้อม ด้วยความเอาใจใส่ เป็นก้าวย่างที่สำคัญที่จะพาให้เธอมุ่งไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็น”

 

                ผมให้สัญญากับนักแสดงคนหนึ่งว่า จะไปดูเธอแสดงละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรับรู้จากเธอมาตลอดว่า เธอมีความสุขและรู้สึกสนุกกับมัน และนั่นเป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนให้ผมรำลึกอยู่เสมอว่า ผมจะต้องเข้าไปนั่งอยู่ในบรรดาผู้ชมตัวน้อย ๆ ที่จะคอยให้นักแสดงผู้มากบทบาทวาดลวดลายศิลปะของอารมณ์ความรู้สึก สะบัดพลิ้วเส้นสายแห่งท่วงท่าของการเยื้องย่างลีลาการแสดงผ่านสองตาของผมและผู้ชมท่านอื่น ๆ เพื่อสื่อแสดงอะไรบางอย่างที่เขาเหล่านั้นต้องการนำเสนอให้จงได้ ณ จุดนี้ ผมต้องออกตัวว่า ผมไม่ได้มีโอกาส หรือแม้กระทั่งสร้างโอกาสให้กับตัวเองในการสัมผัสกับการแสดงในลักษณะนี้บ่อยนัก ตลอดจนไม่มีความรู้ที่เกี่ยวข้อง และความสามารถในการแสดง หรือแม้แต่ความเข้าใจในการแสดงละคร ซึ่งนั่นหมายความว่า สิ่งที่ผมกำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ อาจเป็นเพียงความเข้าใจ(ซึ่งผิดด้วยนะ)ของผมเท่านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคงมุ่งนำเสนอในส่วนของนักแสดงฝ่ายหญิงเป็นหลัก เนื่องด้วยเหตุผล ๓ ประการ กล่าวคือ ประการแรก ละครเรื่องนี้ ดำเนินเรื่องด้วยตัวละครฝ่ายหญิงเป็นหลัก ประการต่อมา เพราะเธอ และประการสุดท้าย ผมเป็นผู้ชายนะ แล้วผู้แสดงฝ่ายหญิงก็น่ารักซะด้วย (^_^)

                เปิดฉากมาด้วยการสื่อสารกันที่น้อยลง เมื่อมนุษย์ต่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้กับสิ่งที่ตนเองคิดว่า เป็นเป้าหมายในชีวิต เป็นสิ่งที่ตนคิดว่า คือ ความสุข คือ ความต้องการ คือ สิ่งที่จะเติมเต็ม ให้กับตนเอง จนอาจหลงลืมไปว่า ระยะทางของจุดหมุนกับจุดถ่วงที่มากขึ้นย่อมส่งผลให้น้ำหนักของความขัดแย้งทวีขึ้น และความรักจักค่อย ๆ เปาะบางลงเป็นเท่าทวี เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก เมื่อคุณค่าของความรู้สึกที่มนุษย์จะมีต่อกันได้ถูกแทนที่ด้วยวัตถุสิ่งของ ความเจริญมั่งคั่ง และแม้กระทั่งการสูญเสียแววตาแห่งความใส่ใจในความรู้สึก สุดท้ายแล้ว เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คิดว่าใช่ ช่องว่างระหว่างกันที่ห่างไกลออกไปทีละเล็ก ทีละน้อย กลับกลายเป็นขยายวงกว้าง มิอาจเรียกว่าช่องว่าง แต่คงต้องเรียกว่า ระยะห่างที่ไร้แรงดึงดูดระหว่างกัน

                Sub conflict ที่ ๒ เมื่อเวลาลดน้อยลง เมื่อแต่ละคนต่างมุ่งหน้าตามหาเส้นทางชีวิตที่ตนเองเฝ้าฝันถึงคะนึงหา มนุษย์ต่างลดทอนเวลาที่จะรู้จักตัวเองและเข้าใจผู้อื่น มุ่งหน้าเดินทางอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด หากแม้นหวังให้เส้นทางที่ก้าวเดินหมุนวนเป็นวงกลม ให้ในวันใดวันหนึ่งได้ประสบพบเจอกันและกันในระหว่างย่างก้าวที่กำลังก้าวเดิน วันนั้นก็อาจจะสายไปเสียแล้วที่จะย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นที่ไม่มีวันหาเจอ เมื่อถึงวันหนึ่งที่มนุษย์เริ่มที่จะหยุดเดินเพื่อพิจารณาถึงสิ่งที่ผ่านมา ก็จะพบว่า ตนเองวนเวียนอยู่ในห้วงอารมณ์ของความสับสน เส้นทางที่ว่าไกลแสนไกล ไม่ว่ากายภาพจะไปหยุดอยู่ที่ไหน แต่หัวใจของตัวเองกลับไขว่คว้าหาที่เพียงที่พึ่งเล็ก ๆ ที่แม้แต่ตนเองก็ไม่อาจเข้าใจว่า มันคืออะไร มันอยู่ที่ไหน และตนเองต้องการอะไรกันแน่

                และเมื่อการสื่อสารที่น้อยลง เวลาที่หายไป สิ่งที่คงมิอาจจะเกิดขึ้นได้ คือ ความเข้าใจระหว่างกัน เมื่อถึงวันที่มนุษย์ เข้าใจกันน้อยลง แม้ในแง่มุมหนึ่งชีวิตก็ไม่ต่างอะไรไปจากการละเล่น ที่ผู้แสดงต้องแสดงบทบาทต่าง ๆ ร้อยแปดพันประการ แต่มนุษย์ก็หาใช่ถูกควบคุมจากสิ่งที่อยู่ภายนอก หากแต่มนุษย์กำหนดบทบาทของตนเองในการดำเนินเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยตัวของตัวเอง เมื่อมนุษย์ไม่สามารถเรียนรู้ถึงความรู้สึก ความสำคัญของความรู้สึก และห้วงมหรรณพแห่งความรู้สึกแล้วไซร้ มนุษย์ก็มิอาจจะเข้าใจกันและกัน ไม่อาจจะดำรงอยู่ภายใต้โลกแห่งความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนได้ด้วยความสุข

                ตัวละครหลักทั้งสาม อันได้แก่ โดโรธี อลิซ และเวนดี้ เธอทั่งสามคนต่างหลงทาง ณ โลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้าย โลกที่เต็มไปด้วยปัญหาและความขัดแย้ง โลกที่นิทานเรื่องแล้วเรื่องเล่า ต่างหยิบยกเพียงบางแง่มุมออกมาตีแผ่ เพื่อชี้แนะเส้นทางแห่งจินตนาการสร้างสรรค์และสติปัญญาให้แก่เด็ก ๆ ที่จะเจริญวัยขึ้นวันละน้อย หากเธอทั้งสามได้ออกมาจากโลกแห่งเทพนิยายและมาพบเจอเข้ากับสังคมที่สลับซับซ้อนเช่นนี้แล้ว คงต้องทรมานมากทีเดียวที่จะอยู่ในสังคมนี้ได้โดยปกติสุข หากแต่การหลงทางในย่างเยื้องที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นเพียงการหลงทางอยู่ในกลีบบัวที่งอกงามอยู่ภายใต้ความรู้สึกและจิตใจของตัวเอง อันว่า บัวนั้นมีสี่เหล่า แต่ไม่ว่าจะเหล่าใด กลุ่มใด ล้วนมีกำเนิดมาแต่โคลนตมทั้งสิ้น มิวันใดก็วันหนึ่ง บัวทั้งหลายไม่ว่าจะงอกงามพ้นน้ำงดงามเพียงใด ก็จักต้องสลายกลายเป็นโคลนตมมุ่งกลับสู่จุดเริ่มต้นเป็นอาหารแก่เต่าปลาด้วยกันทั้งสิ้น ฉันใดก็ฉันนั้นหากแม้นไม่อาจนำพาตนเองให้พ้นไปจากกลีบบัวอันกว้างใหญ่ แหวกว่ายผ่านผิวน้ำ ก้าวข้ามมหาสมุทร เธอทั้งสามก็จักต้องหลงติดมั่นยึดถืออยู่ด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันเป็นนิรันดร์มิอาจจะพ้นไปจากความทุกข์ที่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เธอเหล่านั้นก็จักต้องจมลงสู่ก้นบึ้งของจิตใจตนเองดุจดอกบัวที่กลับสู่ก้นธาร และเช่นเดียวกันกับมนุษย์ทั้งหลายที่วนเวียนอยู่ในเวทีอันกว้างใหญ่ของสังคมที่สลับซับซ้อนนี้ หากมิอาจก้าวข้ามเส้นทางแห่งทุกข์นี้ได้ ก็จักต้องทนทุกข์นี้ เช่นนี้อยู่ร่ำไป หากเพียงเวลาที่มากขึ้น สื่อสารกันมากขึ้น และเข้าใจกันมากขึ้น จะช่วยเยียวยาให้ผู้คนในสังคม ส่งต่อความรักจากใจให้ลอยล่องไปสู่ทุกคนรอบข้าง ไม่เพียงแต่คนที่คิดว่าสำคัญ แต่เป็นการส่งต่อความรักให้โลกรู้ว่ารักยังมีอยู่ โลกนี้คงสวยงามและหล่อเลี้ยงความสุขในการเวียนว่ายตายเกิดชดใช้ชะตากรรมแก่มวลสรรพชีวิตอย่างสบายใจ

                ในละครเรื่อง Lost GirlZ บทตอนที่ตรึงความรู้สึกของผมได้อย่างยิ่งยวด คือบทตอนของการสัมภาษณ์ที่โยนบอลกลับไปมา ซึ่งในทุก ๆ คำถามของบุรุษผู้ประสบความสำเร็จบอลนั้นสามารถส่งกลับไปมาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในขณะที่คำถามที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวการที่ไม่สามารถรับได้ เป็นการสื่อความให้เห็นถึงความหมายที่ชัดแจ้งอย่างมิต้องสงสัย และ อีกบทตอนหนึ่งที่มีตัวละครพิเศษเข้ามาตะคอกใส่ตัวละครนำทั้งสามในแง่มุมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ถามโดโรธีว่ารู้ไหมว่า ๗ ปีคืออะไร จุดคลี่คลายจุดนี้ได้นำพาให้ผู้ชมหวนคิดถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นการกระตุ้นเตือนต่อมสำนึกให้ย้อนระลึกถึงวันเวลาของการเริ่มต้น วันแห่งความสุข และ การร่วมทุกข์จนกว่าจะก้าวมาถึงปัจจุบัน เป็นการคลี่คลายปัญหาที่นับได้ว่า ดึงความสนใจได้ดีเป็นอย่างยิ่ง หากแต่ถ้าสามารถนำเสนอให้เห็นการสลายปมความขัดแย้งหลัก นั่นคือ ความรัก ได้ชัดเจนกว่านี้ หากผู้ชมมิต้องใช้อัตวิสัยในการขยายขอบเขตของการสื่อสารระหว่างการแสดงกับผู้ชมมากมายเท่าที่เป็นอยู่ ผมคงมิต้องบังอาจกล่าวล่วงเกินว่า การที่คนที่ชวนผมมาดูได้บอกกับผมว่า ดูแล้วต้องไม่เข้าใจนะ เป็นคำกล่าวที่เยี่ยมมากทีเดียว

                สิ่งที่ละครเรื่องนี้ทำได้ดี คือการให้อารมณ์ของบทเพลงประกอบการแสดงที่กล่อมเกลาอารมณ์ของผู้ชมให้รู้สึกเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกับการแสดงนั้นได้อย่างดีเยี่ยม หากจะสามารถทำให้เกิดระบบเสียงรอบทิศทางภายในโรงละครแห่งนี้ได้แล้วจะถือว่า เป็นระบบเสียงที่ดีเลิศก็ไม่เป็นการกล่าวเกินไปนัก อีกส่วนหนึ่งคือแสงเทียนที่ส่องแสงนวลนิ่มกล่อมกรุ่นอารมณ์ของผู้ชมให้อุ่นเอิบจากบรรยากาศภายนอกที่เต็มไปด้วยสายฝน และสร้างบรรยากาศภายในโรงละครได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่อย่างไรก็ตามการที่เทียนเหล่านั้นไม่สามารถควบคุมประกายการเคลื่อนไหวของเปลวเทียน และดวงไฟดวงเล็กดวงน้อยที่ต่างค่อย ๆ ล่วงลับไปทีละดวงสองดวง ก็อาจเป็นการดึงความสนใจของผู้ชมให้ออกจากผู้แสดงได้มากเช่นกัน แม้ในที่นี้ผมเองอาจไม่เข้าใจนักว่าผู้แสดงต้องการสื่อให้เห็นอะไรบางอย่างจากแสงที่ค่อย ๆ ดับลงหรือไม่ แต่มันเป็นสิ่งที่ขัดเคืองความรู้สึกของตัวผมมากที่สุดในละครครั้งนี้ หากว่าผู้จัดจะสามารถควบคุมแสงได้ดีกว่านี้ก็จะกล่าวได้ว่าละครเรื่องนี้จัดแสดงได้ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่งในชีวิตที่ผมเคยสัมผัสมา

                ประการสุดท้ายที่อยากจะกล่าวถึงนั้น ฝากไว้เป็นการบ้านแก่นักแสดงและคณะผู้จัดในความสงสัยใคร่รู้และข้อเสนอแนะที่ไม่มีหลักวิชาการแสดงมารองรับอยู่ ๒ ประการ เรื่องแรกนั้นคือ การแสดงอารมณ์ในบทบาทของความขัดแย้งนั้น ในความเห็นของผมค่อนข้างขัดแย้งกับการฟรีซตัวละคร บทบาทที่แสดงความขัดแย้งควรมีอารมณ์ของการโต้ตอบที่ต่อเนื่องและจริงจัง เนื่องด้วยการสลับไปมาของอารมณ์ที่ขาดความต่อเนื่องนั้นทำให้ผู้ชมรู้สึกขัดข้องหมองขุ่นในอารมณ์อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว และอีกประการหนึ่งคือ ผมเห็นว่าเนื้อเรื่องนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อน จนถึงกับคิดว่า ผู้จัดมีความสามารถเป็นเลิศที่นำสิ่งที่เป็นปัญหาความสัมพันธ์ในสังคมของมนุษย์มานำเสนอได้อย่าง “ยอด”เยี่ยมแต่จากฐานไปจนก่อนถึงยอดนั้น ประดุจดังเขาวงกตก็ไม่ปาน แต่หากสามารถนำเสนอเพิ่มเติมเข้าไปถึงแนวทางที่จะหลุดพ้นจากการหลงทางในครั้งนี้ ชี้แนะให้ผู้ชมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ได้ด้วยละครเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์เป็นทวีคูณ

                ขอขอบคุณเครือข่ายละครหน้ากากเปลือยที่ให้โอกาสให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งได้เรียนรู้และก้าวเดินอย่างมีความสุข ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เธอจะได้อะไรอีกมากมายจากการทำกิจกรรมที่เธอรักนี้ ซึ่งผมเองก็ต้องขอบคุณเธอเช่นกันที่ชวนให้ผมไปดูละครในครั้งนี้ เป็นละครที่ดีมากจริง ๆ แม้ผมจะเสียดายค่ารถแท็กซี่ที่จำต้องยอมจ่ายเนื่องด้วยฝนตกหนักประกอบกับรถติดมหาศาลระหว่างทางก็ตาม และสุดท้ายผมกำลังคิดว่า คงจะต้องกลับไปดูละครเรื่องนี้อีกครั้งในรอบท้าย ๆ ให้จงได้

 

จักรพันธ์  ยาคู เข้าชมรอบวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๙.๐๐ น.

 

*********************************************************************************************
Lost GirlZ จัดแสดงทุกวันพฤหัสบดี ถึง วันอาทิตย์ ตั้งแต่ 4 -14 กันยายน นี้ เวลาหนึ่งทุ่ม เสาร์-อาทิตย์เพิ่มรอบบ่ายสอง
ณ โรงละครหน้ากากเปลือย อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้นสี่ บัตรราคา สองร้อย บาท

ติดต่อสอบถาม 083-502-5033

8月30日

ใกล้แล้วล่ะ

ห่างหายไปซะนานแสนนาน กับพื้นที่แห่งนี้
 
แต่เราก็ยังคิดถึง พื้นที่นี้อยู่นะ แค่ ไม่มีอะไรจะมาเล่าให้ใคร ๆ ฟังเท่านั้นแหล่ะ
 
ณ วันนี้ หลายคนคงกำลัง ติดตามเรื่องการเมืองกันอย่างใจจดใจจ่อ
 
ก็คงไม่มีอะไรจะพูดมากมายนัก เพราะ ความเงียบก็คือการสื่อสารที่ดีอย่างหนึ่ง
 
แต่ ก็อยากจะบอกว่า ไม่ต้องกังวลหรอก เพราะ มัน ใกล้ จบ แล้ว หล่ะ
 
ดูเหมือนจะจบเกือบสวยนะ เชื่อไม่เชื่อก็รอดูกันไป
2月1日

อวยพรวันเกิดให้น้องสาว

วันนี้วันคล้ายวันเกิดน้องสาวเรา เธอชื่อว่า นัท เป็นน้องสาวที่เรา รู้สึกถูกชะตากับเธอมาก ๆ
 

ถึง เจ้าหญิงของฉัน

 

เจ้าหญิงของฉัน

วันเวลาผ่านมาและผ่านพ้นไป            

เรื่องราวต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้นในชีวิต

เธอเรียนรู้ ศึกษาและทำความเข้าใจ  

ตราบจนวันนี้เธอเติบใหญ่อย่างงดงาม

 

เจ้าหญิงของฉัน

เธอจำได้ไหมเรื่องราวที่พ้นผ่าน

เธอจำได้ไหมถึงอดีตของเธอและผู้คนรอบกาย

เธอผ่านสิ่งที่ดี และ เลวร้าย

และในวันนี้ เธอจึงเป็นเจ้าหญิง ที่สมบูรณ์

 

เจ้าหญิงของฉัน

อดีตได้ผ่านพ้นไปแล้ว เวลาเคลื่อนเข้าสู่ปัจจุบัน

วันนี้เธอกำลังเรียนรู้ที่จะก้าวขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่า

ปัจจุบันจะคอยย้ำเตือนเสมอว่า ต้อง ต้อง และต้อง

แต่เธอจะรู้บ้างไหมว่าในบรรดาสิ่งที่ต้อง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้อง “รักตัวเอง”

 

เจ้าหญิงของฉัน

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่อาจรู้ แต่สามารถคาดเดาได้

อนาคตเกิดจากความรักและความดีที่เรากระทำไว้

อนาคตไม่เคยต้องการอะไรนอกจากความตั้งใจ

และอนาคตของเธอ คือความสดใส และสวยงาม

 

เจ้าหญิงของฉัน

ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต

สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน สำหรับฉัน

นั่นคือเจ้าหญิงคนนี้ เป็นเจ้าหญิงที่น่ารัก

และอยู่ในความทรงจำของฉันเสมอ

 

เจ้าหญิงของฉัน

ขอให้เธอรู้ไว้ว่า สิ่งที่ฉันคิดอยู่เสมอ

คือขอให้เจาหญิงคนนี้มีความสุข

ความสุขที่เกิดจาก ความรัก ความรักที่รายล้อมอยู่รอบตัวเธอ

ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ความรักจากฉัน

เจ้าหญิงของฉัน

ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน หรือทำอะไร

ขอให้เธอรับรู้และเข้าใจ

สายลม แสงดาว จะนำความรักของฉันไปให้

ตราบชั่วนิจนิรันดร์ไป โอบกอดรอบกายเธอไว้ตลอดเวลา

 

สุขสันต์วันเกิดนะ จากพี่ชาย

1月14日

ใครคือครู ครูคือใคร

ใครคือครูครูคือใครในวันนี้
ใช่อยู่ที่ปริญญามหาศาล
ใช่อยู่ที่เรียกว่าครูอาจารย์
ใช่อยู่นานสอนนานในโรงเรียน
ครูคือผู้ชี้นำทางความคิด
ให้รู้ถูกรู้ผิด คิดอ่านเขียน
ให้รู้ทุกข์รู้ยากรู้พากเพียร
ให้รู้เปลี่ยนแปลงสู้รู้สร้างงาน
ครูคือผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์
ให้สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉาน
ปลุกสำนึกสั่งสมอุดมการณ์
มีดวงมานเพื่อมวลชนใช่ตนเอง
ครูจึงเป็นนักสร้างผู้ใหญ่ยิ่ง
สร้างคนจริงสร้างคนกล้าสร้างคนเก่ง
สร้างคนให้ได้เป็นตัวของตัวเอง
ขอมอบเพลงนี้มาบูชาครู
 
............ โดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ............
 
 
ใกล้จะถึงวันครูแล้ว ช่วงนี้เนื่องจากกำลังสอบและกำลังทำงานหลายอย่าง สติ สมาธิ ปัญญา จึงไม่ค่อยสมประกอบ จึงขออนุญาตใช้กลอนของ อ.เนาวรัตน์ หรือ พี่เนา ของผม มาเป็นคำบูชาครูในปีนี้ เพราะตัวเอง คิดอะไรไม่ออก สิ่งเดียวที่รู้คือ สำหรับผมแล้ว ครูของผมคือคนสำคัญที่ทำให้ผมเป็นได้อย่างในทุกวันนี้ ขอให้ครู สุขภาพแข็งแรง และ เป็นครูที่ดีเช่นนี้ตลอดไปครับ
 
ด้วยความสำนึกในพระคุณของครู จากลูกศิษย์ที่ไม่มีอะไรดี
1月3日

สวัสดีปีใหม่ 2008

ขอกล่าวคำทักทายที่แสนจะเชย และ โหล ยิ่งกว่าเสื้อผ้าแถวประตูน้ำ
 
"สวัสดีปีใหม่ happy new year 2008"
 
สิ่งอันใดที่พึงมีพึงได้ อันไม่เหลือกว่ากำลังที่มนุษย์พึงครอบครอง

ขอให้ท่านได้ในสิ่งนั้น สมดังหวังดังปราถนาทุก ๆ ประกาศ
 
ขออำนาจแห่งคุณงามความดีทั้งหลายที่ท่านได้กระทำมา

จงรักษาให้ท่านเป็นสุขทั้ง กาย และ ใจ ตลอดไป

happynewyear2re

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ปีใหม่ปีนี้เป็นปีแรกที่กลับบ้าน เพราะตั้งแต่มาเรียน ไม่เคยกลับบ้านตอนช่วงปีใหม่เลย
 
ได้ไปเข้าแถวเคารพธงชาติที่โรงเรียนด้วยแหล่ะ
 
คิดถึงสมัยเป็นนักเรียนมัธยมจัง ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องรับผิดชอบมาก
 
ไม่เหมือนทุกวันนี้เลย .....................................

12月28日

“Trade Liberalization and Sustainable Development”

การค้าเสรี กับ การพัฒนาอย่างยั่งยืน
Trade Liberalization and Sustainable Development

 

นายจักรพันธ์  ยาคู เลขทะเบียน 4803680257
สาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิชา เศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ
ภาคเรียนที่
2 ปีการศึกษา 2550

 

                คงเป็นเรื่องไม่ปกตินักหากจะกล่าวว่า เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการพัฒนาจะแยกออกจากกันและดำเนินสถานะของตนบนเวทีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ถึงกระนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่ทิศทางการเปลี่ยนแปลงจะไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หรือ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงไปไม่พร้อมกันได้ จอห์น ล็อค นักปรัชญาการเมืองของอังกฤษซึ่งมีชื่อเสียงได้กล่าวถึงเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งว่า มนุษย์ยินยอมออกจากสภาพธรรมชาติมาสู่สังคมการเมือง ก็เพื่อที่จะอยู่อย่างเป็นสุข ปลอดภัยและสะดวกสบาย หากทิศทางการพัฒนาและการดำเนินไปของสังคมการเมืองไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว มนุษย์ก็สามารถที่จะปฏิเสธหรืออกจากสังคมการเมืองกลับสู่สภาพธรรมชาติได้ เรื่อยมาตราบจนปัจจุบัน กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองโลก กำลังเคลื่อนไหลเข้าสู่ระบบสังคมทุนนิยม ความพยายามของระบบเศรษฐกิจที่กระทำต่อสังคมให้อำนาจเงินตราเป็นอำนาจหลักในการกำหนดนำทิศทางการพัฒนาและนโยบายของรัฐ ความพยายามทางธุรกิจที่ต้องการให้ระบบการแลกเปลี่ยนเคลื่อนย้ายของทรัพยากรปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตราบจนผลผลิตจากทรัพยากรทั้งหลายเป็นไปโดยสะดวก อันทำให้เกิดการเรียกร้องให้มีการเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนทั้งในระดับคู่สัญญา ระดับภูมิภาค และระดับโลก สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุโดยตรงต่อการตัดสินใจกระทำการหรือไม่กระทำอันหนึ่งอันใดของรัฐอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ กระแสความต้องการการพัฒนาประเทศและประชากรอย่างถูกต้องเหมาะสม หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ก็เป็นอีกกระแสหนึ่งในสังคมที่มีพัฒนาการเติบโตและกำเนิดข้อเรียกร้อง เป็นกระบวนการของการเมืองภาคประชาชน จัดเป็นกลุ่มผลักดันภายในที่มีอิทธิพลและความสำคัญของรัฐอย่างมิอาจปฏิเสธได้เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ หากกระแสความต้องการทางธุรกิจและการพัฒนาดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันย่อมส่งผลสนองเนื่องกัน อันนำไปสู่การพัฒนาที่คงไม่สามารถจะหาวิธีการใด ๆ มาหยุดยั้งได้ แต่ในขณะเดียวกันหากทิศทงการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ขัดแย้งกับการเกิดขึ้นของทุนนิยมและตลาดเสรี ผลที่ตามมาคงยากที่จะกล่าวได้ว่า จะเป็นผลดีต่อไม่ว่าจะต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือตลาดเสรีเอง

                การเปิดเสรีทางการค้า (Trade Liberalization) เป็นนโยบายทางเศรษฐกิจซึ่งมีการกล่าวถึงมาในช่วงระยะเวลาหนึ่งมีรากฐานทางความคิดมาจากทฤษฎีการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (The Theory of Comparative Advantage) ที่เสนอว่าแต่ละประเทศควรจะเลือกผลิตแต่เฉพาะสินค้าที่ตนมีต้นทุนการผลิตได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากที่สุด แล้วนำสินค้าที่ผลิตได้นั้นไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ประเทศอื่นมีต้นทุนการผลิตได้เปรียบ ถึงแม้ว่าประเทศหนึ่งจะอยู่ในฐานะเสียเปรียบอีกประเทศหนึ่งในการผลิตสินค้าทุกชนิดก็ตาม ประเทศทั้งสองก็ย่อมจะทำการค้าต่อกันได้ โดยแต่ละประเทศจะเลือกผลิตเฉพาะสินค้าที่เมื่อเปรียบกับสินค้าอื่นแล้ว ประเทศตนสามารถผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด แล้วนำมาแลกเปลี่ยนสินค้าที่ผลิตขึ้นกับอีกประเทศหนึ่ง พจนานุกรมทางธุรกิจได้มีการให้ความหมายของคำว่าการเปิดเสรีทางการค้า ว่า “Removal of or reduction in the trade practices that thwart free flow of goods and services from one nation to another. It includes dismantling of tariff (such as duties, surcharges, and export subsidies) as well as non-tariff barriers (such as licensing regulations, quotas, and arbitrary standards).[1] นอกจากนั้นยังมีการกล่าวถึงลักษณะของการเปิดเสรีทางการค้าไว้ในหลาย ๆ ประเด็น อาทิ
                หลักการของการจัดเขตการค้าเสรี ประกอบด้วย
[2]        

            1) ดำเนินการผลิตตามหลักการแบ่งงานกันทำ กล่าวคือ เลือกผลิตแต่สินค้าที่ประเทศนั้นมีประสิทธิภาพในการผลิตสูงและมีต้นทุนการผลิตต่ำ

2) ไม่มีการเก็บภาษีคุ้มกัน (Protective Duty) เพื่อคุ้มครองช่วยเหลืออุตสาหกรรมในประเทศแต่อย่างใด คงเก็บแต่ภาษีศุลกากรเพื่อเป็นรายได้ของรัฐ

3) ไม่ให้สิทธิพิเศษหรือกีดกันสินค้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง มีการเก็บภาษีอัตราเดียวและให้ความเป็นธรรมแก่สินค้าของทุกประเทศเท่าๆ กัน

4) ไม่มีข้อจำกัดทางการค้า (Trade Restriction) ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ ไม่มีการควบคุมการนำเข้าหรือการส่งออกที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ ยกเว้นการควบคุมสินค้าบางอย่างที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย ศีลธรรมจรรยาหรือความมั่นคงของรัฐเท่านั้น

                หรือจากเอกสารประกอบการบรรยายวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ของ ม.ธุรกิจบัณฑิต[3] กล่าวว่า

                นโยบายการค้าเสรี มีลักษณะดังนี้

1.ให้มีการผลิตโดยเสรี  ให้มีการแข่งขันกันเต็มที่และเป็นธรรม

2.ไม่มีการตั้งกำแพงภาษีอันเป็นการกีดกันสินค้าจากต่างประเทศ  และคุ้มครองอุตสาหกรรมภายใน

3.ไม่มีการเลือกปฏิบัติในการให้สิทธิพิเศษหรือปฏิบัติต่อสินค้าที่นำเข้าจากประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

4.ไม่มีข้อจำกัด เช่น โควตา ค่าธรรมเนียมพิเศษ อันเป็นอุปสรรคต่อการค้า

5.ไม่มีการเลือกปฏิบัติในการให้สิทธิพิเศษหรือปฏิบัติต่อสินค้าที่นำเข้าจากประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

6.ไม่มีข้อจำกัด เช่น โควตา ค่าธรรมเนียมพิเศษ อันเป็นอุปสรรคต่อการค้า  

                จากความเห็นข้างต้นพอสรุปได้ว่า การเปิดเสรีทางการค้าจะมีลักษณะหรือพื้นฐานทางความคิด กล่าวคือ เป็นความเชื่อว่า แต่ละประเทศมีความแตกต่างกันเป็นพื้นฐาน ความสามารถทางการผลิตและการจัดการจึงมีความแตกต่างกัน ด้วยต้นทุนเดิมที่มีอยู่อย่างแตกต่างทำให้ความสามารถทางการผลิตที่ดีกว่าเกิดการได้เปรียบขึ้น ดังนั้นแล้วการผลิตที่มีความได้เปรียบโดยพื้นฐานจึงควรมีการแลกเปลี่ยนกันโดยอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบเป็นกลไกแทนมาตรการป้องกันทางเศรษฐกิจ ด้วยการนี้ ปัจจัยใด ๆ ที่เป็นการคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การตั้งกำแพงภาษีกีดกันการนำเข้า การเลือกปฏิบัติต่อประเทศต่าง ๆ ที่แตกต่างกันอันได้แก่โควต้า อัตราภาษี ค่าธรรมเนียมพิเศษ ทั้งหมดนี้ต้องถูยกเลิก หรือ กำหนดอัตราอย่างต่ำที่สุดและเท่าเทียมกันสำหรับทุกประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมต่อกัน

                การเปิดเสรีทางการค้าดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น หากพิจารณาโดยเบื้องต้นแล้วย่อมส่งผลดีทางเสรษฐกิจ อันจะนำมาสู่การแข่งขันอย่างเสรี และ ทำให้การผลิตมีความเหมาะสมต่อกำลัง ศักยภาพและความเป็นจริงพื้นฐานทางสังคม อย่างไรก็ตามได้มีการกล่าวถึงข้อดีและข้อเสียของการเปิดเสรี[4]ทางการค้า หรือ การค้าเสรีไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ ข้อดีของการค้าเสรี

            1) ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การใช้นโยบายการค้าเสรีจะก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพ และหลักการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ(Comparative Advantage) การแบ่งงานกันทำ (Division of Labour) และการประหยัดต่อขนาด( Economy of Scale) ทำให้ผลิตจำนวนมากจะทำให้ต้นทุนถูกลง ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างแท้จริงจากหลักการต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดประโยชน์ต่อการทำจัดทำเขตการค้าเสรี

2) เขตการค้าเสรีจะทำให้มีตลาดที่กว้างขึ้น การส่งออกจะง่ายขึ้น สะดวกมากขึ้น การค้าระหว่างกันจะเพิ่มมากขึ้น เมื่อเป็นคู่สัญญาความตกลงกันแล้ว การเจรจาขจัดอุปสรรคทางการค้าต่าง ๆ นอกเหนือจากภาษีจะมีมากขึ้นและง่ายในการเจรจา นอกจากนั้น มีการกระจายแหล่งวัตถุดิบมากขึ้น ทำให้วัตถุดิบที่ใช้อยู่แล้วนำเข้าในระดับราคาถูกลง และต้นทุนการผลิตต่ำลง

3) ผลพลอยได้จากการทำเขตการค้าเสรี คือ กระตุ้นให้มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น และเมื่อมีประเทศใดประเทศหนึ่งจัดทำเขตการค้าเสรีแล้ว จำเป็นที่จะต้องลดภาษีลงมา หมายความว่า อุตสาหกรรมนั้น ๆ ที่ก่อนหน้านั้นรัฐบาลอาจจะต้องปกป้องและจะต้องพยายามปรับตัวเพื่อที่จะให้สามารถต่อสู้แข่งขันได้กรณีนี้จะเป็นผลดีทางอ้อม คือ ทำให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ของเขตการค้าเสรีนั้นมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

4) การจัดทำเขตการค้าเสรีในลักษณะพหุภาคี อย่างเช่น กลุ่ม AFTA หรือกลุ่ม EU มีผลที่ทำให้กลุ่มนั้น ๆ นอกจากจะมีตลาดการค้าที่กว้างขึ้น สินค้าสามารถตอบสนองความต้องการในกลุ่มเองได้แล้วยังทำให้มีอำนาจในการต่อรองและ อำนาจการเจรจาระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นทวิภาคีและในระดับภูมิภาค เพราะถ้ารอ WTO หรือจะหวังพึ่ง WTO ที่จะมาเป็นกลไกในการเปิดตลาดการค้าเสรี คงจะต้องอีกนาน

5) การจัดทำเขตการค้าเสรี มีนัยทางด้านการเมืองระหว่างประเทศอยู่ด้วย คือการจะเป็นการเข้าไปใกล้ชิดกับอีกประเทศหนึ่ง เท่ากับว่าเป็นการถ่วงดุลอำนาจกับอีกประเทศหนึ่ง ตัวอย่างเช่น จีนจะทำเขตการค้าเสรีกับอาเซียนมีนัยทางการเมืองคือ จีนจะมีบทบาท มีอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการเมืองเพิ่มขึ้นในอาเซียน และถ้าสหรัฐอเมริกาต้องการจะถ่วงดุลอำนาจจีนก็ต้องเข้ามาทำเขตการค้าเสรีกับประเทศในภูมิภาคนี้ด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลทางการเมืองที่แทรกอยู่ในเรื่องของการจัดทำเขตการค้าเสรี ซึ่งจะต้องนำมาพิจารณา

                และข้อเสียของการเปิดเสรีทางการค้า กล่าวคือ

 

1) จะกระทบต่ออุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เราเรียกว่าอุตสาหกรรมแรกเริ่ม (Infant Industries) คือ อุตสาหกรรมที่ยังต้องการให้รัฐบาลปกป้องอยู่เป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่งเกิดใหม่ไม่มีความสามารถในการที่จะไปแข่งขันในเวทีโลกอย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้น ถ้าหากมีการจัดทำเขตการค้าเสรี อุตสาหกรรมเหล่านี้จะถูกกระทบจากสินค้าราคาถูกจากประเทศคู่ตกลงเขตการค้าเสรี และอาจต้องล้มหายไปได้

2) ประเทศที่เป็นคู่ตกลงจัดทำการค้าเสรีด้วย อาจมีโครงสร้างการส่งออกสินค้าเหมือนกัน จะกลายมาเป็นแข่นกันเอง เกิดการสินค้าประเภทเดียวกันมาตีตลาดสินค้าในประเทศที่ด้อยกว่า เพราะฉะนั้น โครงสร้างการผลิตประเภทเดียวกันจะทำให้แข่งกันไม่เกื้อหนุนกัน

3) การจัดทำเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีหรือแบบภูมิภาค จะเป็นการทำลายระบบการค้าโลกเป็นการทำลาย WTO เป็นการทำลายระบบพหุภาคีนิยม ซึ่งที่จริงแล้วตามหลักของนักเศรษฐศาสตร์ระบบที่ดีที่สุด คือ WTO คือถ้าจะมีเขตการค้าเสรีนั้นก็ควรจะเป็นเขตการเสรีของทั้งโลกรวมกัน ถ้ามีการจัดทำเขตการค้าเสรีแบบ FTA ตามหลักของนักเศรษฐศาสตร์ก็ถือว่าเป็น second best option แต่จริงแล้ว the best option คือ WTO

4) การจัดทำเขตการค้าเสรีคู่หนึ่งจะไปกระตุ้นให้ประเทศอื่นต้องแข่งที่จะจัดทำเขตการค้าเสรีเพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะฉะนั้น FTA จะทำให้เกิด FTA มากขึ้น ๆ จะไปสู่ความขัดแย้งทางการค้ามากขึ้น เพราะว่าการจัดทำเขตการค้าเสรี อย่างเช่น ประเทศ A กับประเทศ B สองประเทศจะได้ประโยชน์ แต่ว่าประเทศนอกกลุ่มประเทศที่ไม่เป็นสมาชิกเขตการค้าเสรีนั้นจะถูกกีดกัน เรียกว่าเป็นการกีดกันทางการค้า

5) ในการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างกัน ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่ใหญ่จะได้เปรียบประเทศเล็กจะเสียเปรียบ เพราะว่าจะไม่มีอำนาจในการต่อรอง ต้องระมัดระวังในการที่จะไปเจรจากับประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เป็นต้น

6) การจัดทำเขตการค้าเสรีอาจจะทำให้ประเทศหนึ่งเข้าสู่สภาวะการพึ่งพาทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งมากเกินไปเรียกว่า Over Dependency นอกจากนั้นยังมีผลในการเบี่ยงเบนทิศทางการค้า (Trade Diversion) ทำให้ประเทศคู่ตกลงเขตการค้าเสรีหันมาค้าขายกันเองมากขึ้น หลังจากมีการเปิดเสรีให้แก่กัน แต่ยังคงมีอุปสรรคการค้ากับประเทศอื่น ๆ จึงอาจจะทำให้ไม่มีการนำเข้าจากประเทศที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าได้ด้วย

จากการทำความเข้าใจเบื้องต้นถึงหลักการวิธีคิด และข้อดีข้อเสียของการเปิดเสรีทางการค้า สิ่งที่เราพบคือ ในทางเศรษฐศาสตร์คือ การเปิดเสรีทางการค้าได้รับการยอมรับว่า จะส่งผลดีต่อทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เพราะการค้าและการแข่งขันที่ปราศจากข้อกั้นขวางย่อมทำให้การลงทุนของนักลงทุนมีความคล่องตัว การจะทำสิ่งใดย่อมเป็นไปโดยสะดวก แต่การพัฒนาการและการเติบโตทางเศรษฐกิจนี้จะประสานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอีกหลายประเด็น

ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณานั้น คือ การพิจารณาว่าแท้ที่จริงแล้ว การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น คืออะไร มีหลักการและวิธีคิดอย่างไร จะชี้วัดการพัฒนานั้นด้วยหลักเกณฑ์เรื่องใดบ้าง

                แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และ 9 ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังมีการกล่าวถึง การให้ “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” และดุลยภาพเป็นเงื่อนไขของความยั่งยืน โดยมีปลายทางของการพัฒนา คือ  การพัฒนาที่ทำให้เกิดดุลยภาพของ เศรษฐกิจ  สังคม  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เพื่อการอยู่ดีมีสุขของประชาชนชนตลอดไป ดังนี้  เศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดดุลยภายของการพัฒนา คือ เศรษฐกิจที่มีรากฐานมั่นคง มีขีดความสามารถในการแข่งขันและสามารถพึ่งตนเองได้  โดยมีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นแนวคิดหลัก มีสังคมซึ่งมีความหมายรวมถึง  วัฒนธรรม  และภูมิปัญญาท้องถิ่น  ซึ่งเป็นระเบียบวิถีชีวิตของสังคม ที่ให้มนุษย์ปรับตัวและดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และให้รวมถึงศาสนธรรม  ซึ่งเป็นระเบียบจิตใจของคนในสังคมที่ทำให้สังคมอยู่ได้โดยสงบสุข มีทรัพยากรธรรมชาติ   หมายถึง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันเป็นระบบนิเวศน์  ที่สามารถให้คุณและให้โทษต่อมนุษย์ได้ ขึ้นกับความสมดุล  หรือไม่สมดุลของระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม          หมายถึง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันเป็นระบบนิเวศน์  ที่สามารถให้คุณและให้โทษต่อมนุษย์ได้  ขึ้นกับความสมดุลหรือไม่สมดุลของระบบนิเวศ[5] นอกจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้กล่าวถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนข้างต้น การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ถูกกล่าวถึงการพัฒนาในสาระสำคัญ 4 ด้าน คือ การพัฒนามนุษย์ การพัฒนาสังคม พัฒนาธรรมชาติ และพัฒนาเทคโนโลยี[6] ซึ่งต้องเป็นไปโดยเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อคนในปัจจุบันและลูกหลายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังคำกล่าวว่า “Sustainable development is development that meets the needs of the present without compromising the ability of future generations to meet their own needs[7]

                สำหรับการชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น สำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้พัฒนาเครื่องชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืนขึ้นมา ดัชนีชี้วัดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย ดัชนีชี้วัด 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ประกอบไปด้วย เครื่องชี้วัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เครื่องชี้วัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เครื่องชี้วัดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เครื่องชี้วัดความยากจนและการกระจายรายได้ เครื่องชี้วัดระดับการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ กลุ่มที่สอง คือ เครื่องชี้วัดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการที่ดี ประกอบไปด้วย เครื่องชี้วัดการผลิตที่มีคุณภาพ เครื่องชี้วัดการบริหารจัดการที่ดี เครื่องชี้วัดการบริหารจัดการการพัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตและมูลค่า 

 ทั้งนี้ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ[8] ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

                มีสองเรื่องที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน นอกเหนือจากการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตแล้ว เราคงต้องมีเศรษฐกิจมหภาคที่มีเสถียรภาพ มีนโยบายการคลังและนโยบายการเงินแบบยั่งยืน และอีกสองปัจจัยที่คิดว่าสำคัญมาก คือ การยกระดับสถานภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลกให้เข้มแข็ง พร้อมกับการยกระดับรายได้ของประชาชนและแก้ปัญหาความยากจน

                “หากเราไม่สามารถยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ ผมเห็นว่าเป็นการยากที่เราจะสามารถรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ยั่งยืน กรณีที่แย่ที่สุด คือ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลยในเรื่องความสามารถในการแข่งขัน เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงอย่างแน่นอนในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากว่าสินค้าไทย บริษัทไทยจะอยู่ในฐานะที่ยากลำบากในการแข่งขัน

ขณะที่อุตสาหกรรมภายในของไทย ก็จะเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นจากต่างประเทศมากขึ้นจากการเปิดเสรี อย่างไรก็ตาม หากเราสามารถบรรลุเป้าหมายการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ไทยย่อมมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางได้อย่างต่อเนื่อง

เปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งขันอย่างประเทศอุตสาหกรรมใหม่เอเชียแล้ว เราด้อยกว่าเขาในหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรมนุษย์ สิ่งก่อสร้างพื้นฐาน การพัฒนาและวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในด้านเศรษฐกิจมหภาคนั้น ผมว่าเราดีขึ้นมาก ขณะที่ประสิทธิภาพของภาครัฐและเอกชนก็ปรับปรุงดีขึ้น และศักยภาพของไทยก็อยู่ในระดับปานกลาง

เรื่องที่ต้องลงทุนอย่างมากเวลานี้ คือ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ผ่านกระบวนการศึกษาและการฝึกอบรม งานวิจัยโดยเฉพาะงานวิจัยเกี่ยวกับนโยบาย ควรจะมีการศึกษาอย่างรอบด้านและลึกซึ้งเพื่อนำมาปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพความจริงมากที่สุด และพร้อมเปลี่ยนทิศทางหากหลงทาง งานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพื่อสร้างองค์รู้ที่นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและแข่งขันได้

อีกประเด็นหนึ่ง คือ เรื่องความยากจน แนวทางการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น มีแนวทางการทำงานสามส่วนด้วยกัน แนวทางที่หนึ่ง คือ การเสริมสร้างความมั่นคง การสร้างระบบประกันสุขภาพและระบบประกันสังคมที่เข้มแข็ง การสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) จะช่วยรองรับความเดือดร้อนของผู้คนจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ แนวทางที่สอง การเสริมสร้างโอกาสให้กับคนจน การเสริมสร้างโอกาสเหล่านี้ ก็คือ โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและความรู้ เข้าถึงอาหารที่มีโภชนาการที่ดี เข้าถึงสินเชื่อและแหล่งทุน เข้าถึงปัจจัยการผลิตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือปัจจัยอื่นๆ การสร้างโอกาสให้คนจนนี้ไม่สามารถอาศัยแต่เพียงกลไกตลาดได้ แต่ต้องอาศัยกลไกรัฐที่ต้องเข้าทำให้เกิดขึ้น แนวทางที่สาม คือ การส่งเสริมสิทธิและอำนาจของคนยากคนจน แนวทางนี้ต้องส่งเสริมให้คนจนเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง และการตัดสินใจในระดับท้องถิ่น ระดับชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ การปรับปรุงกฎระเบียบและระบบราชการให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและตอบสนองต่อคนจนมากขึ้น สำคัญที่สุด คือ การทำให้คนยากจนและด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิต และทำให้เขาสามารถยกระดับผลิตภาพ (Productivity) การผลิตและรายได้ มิติของยากจนมีความหลากหลายนี้ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างสำคัญ

                จากข้อคิดเห็นอันหลากหลายเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น คงจะพิจารณาให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันของการเปิดเสรีทางการค้ากับการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ไม่ยากนัก ทั้งนี้ จะขอพิจารณาแยกเป็น 4 ด้านใหญ่ ๆ ตามการนำเสนอของ ป.อ.ปยุตโต คือ มนุษย์ สังคม ธรรมชาติ (สิ่งแวดล้อม) และ เทคโนโลยีอันหมายรวมถึงการผลิตในทางเศรษฐกิจทั้งทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมดังนี้

                การพัฒนามนุษย์นั้น สิ่งสำคัญคือการเน้นที่การพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อยกระดับชีวิตและความเป็นอยู่ ทั้งนี้มนุษย์ที่ดีภายใต้การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องมีสุขภาพดี มีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญ อีกทั้งต้องมีงานและการเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเราจะพบว่า การเปิดเสรีทางการค้าจะส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต ผลกระทบดังกล่าวย่อมทำให้การพัฒนาแรงงานของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเกิดการชะงักงันจากการกีดกันของทุนซึ่งส่งผลให้การจ้างงานและอาชีพขาดสมดุล แม้ปัจจัยในการดำรงชีพอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคจะสามารถพบหาและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คนในประเทศที่มีพัฒนาการต่ำจะเสียหายอย่างยิ่งจากการถูกโจมตีจากตลาดภายนอกซึ่งเป็นตัวกำหนดราคา ทำให้ประชาชนในประเทศเหล่านั้นเข้าถึงปัจจัยการดำรงชีพได้ยากยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน การเปิดเสรีทางการค้านั้น อาจจะทำให้เกิดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรได้มากขึ้น แต่ผู้ที่มีกำลังต่ำ ก็จะถูกแย่งชิงพื้นที่ในการเข้าถึงทรัพยากรเช่นกัน เปรียบเสมือน ฝนตกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสรี แต่คนรวยที่มีอ่างเก็บน้ำกับคนจนที่มีแค่ขันน้ำ แม้จะมีโอกาสรองน้ำฝนได้เหมือนกันแต่ก็จะได้น้ำต่างกัน[9] ซึ่งนั่นทำให้เกิดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น

                ในส่วนของการพัฒนาสังคม มีปัจจัยที่ต้องพิจารณาในเรื่องของสังคมนั้น ๆ จะดำรงรักษาลักษณะตัวตนของสังคมไว้ได้อย่างไร การขับเคลื่อนสังคมนั้น ๆ มาจากประชากรในระดับโครงสร้างใด มีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหนและ ในสังคมนั้น ๆ เอง มีความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันจริงหรือไม่ คำตอบของสังคมเกี่ยวกับสิ่งที่เราพบในการเปิดเสรีทางการค้านั้นคือผลกระทบที่สำคัญยิ่ง 2 ประการ ประการแรกคือ สภาพความเป็นสังคมจะสูญเสียความเป็นตัวตนของตัวเองจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมจะทำให้วิถีชีวิตชุมชนเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนจากสังคมเกษตรเป็นแรงงานอุตสาหกรรม การลดลงของการพึ่งพิงอาศัยและการพึ่งตนเอง ความเข้มแข็งของชุมชนที่ลดต่ำลงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ รวมไปถึงการที่เด็ก ๆ ที่เป็นคนรุ่นใหม่เริ่มเดินทางออกจากชุมชนเนื่องจากไม่สามารถใช้ชีวิตในสภาพสังคมนั้น ๆ ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุโดยตรงมาจากระบบทุนนิยมซึ่งจะรุนแรงมากขึ้นจากการเปิดเสรีทางการค้า จากระดับชุมชนยกระดับขึ้นมาถึงสังคมระดับใหญ่หรือภาพของรัฐในการเปิดเสรีทางการค้าสิ่งที่พบยิ่งรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความสูญเสียความเป็นตัวตนของประเทศจากหัวใจสำคัญการเปิดเสรีทางการค้า คือ ลดอำนาจรัฐและนักลงทุนภายในประเทศ เพิ่มอำนาจให้นักลงทุนต่างชาติ[10] นั่นคือการสูญเสียอำนาจอธิปไตย ซึ่งที่จริงแล้วหลักการของตลาดเสรีเอง ก็พยายามที่จะสลายรัฐให้ตลาดเป็นตลาดเดียวทั้งโลกอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเกิดการเปิดเสรทางการค้ามากขึ้น องค์กรภาคประชาชนแลการเคลื่อนไหวของประชาสังคมยิ่งถูกกดทับและปิดกั้นพื้นที่อันเป็นผลให้สังคมอ่อนแออย่างที่สุด

                การพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเด็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายและอาจจะเรียกว่าบ่อยที่สุด อันที่จริงแล้ว ภาพที่ชัดเจนที่สุดนั้น คือ การเปิดเสรีทางการค้าจะทำให้สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ กลายสภาพเป็นปัจัยการผลิตระยะสั้น ซึ่งถูกกระตุ้นการใช้และการลงทุน เป็นเหตุให้ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ หมดไปอย่างรวดเร็ว และในระยะเวลาอันสั้นประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นคืการเรียกร้องจากการเปิดเสรีทางการค้าในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับพืชพันธ์และสิ่งมีชีวิต ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลอย่างร้ายแรงในระยะยาวต่อประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กแต่ส่งผลดีต่อประเทศขนาดใหญ่

                สุดท้ายคือ การผลิตของภาคเกษตรและอุตสาหรรมนั้น สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ การผลิตของทั้งสองภาคส่วนจะเป็นการผลิตเพื่อป้อนตลาด โดยตัดความสำคัญของตลาดภายในลง และรัฐเองยังไม่สามารถดูแลช่วยเหลือได้อีกด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ส่วนของอุตสาหกรรมอาจจะได้ประโยชน์จากการส่งออกที่ง่าย ภาษีที่ต่ำ เพราะการผลิตในภาคอุตสาหกรรมนั้น เป็นการผลิตเพื่อป้อนเข้าตลาดโดยตรงและมีความสามารถในการแข่งขันได้ แต่สำหรับภาคเกษตรนั้นการเปิดเสรีทางการค้าจะขัดแย้งกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อรัฐไม่สามารถดูแลภาคเกษตรของตนได้ สินค้าเกษตรจากต่างชาติที่มีความสามารถในการผลิตสูงกว่าย่อมเข้ามาโจมตีภาคเกษตรของประเทศที่อ่อนแอ จนไม่สามารถประกอบกิจการได้ ประชากรผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตรจะไม่สามารถพึ่งตนเองได้ และไม่สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ เป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจพื้นฐานของรัฐไปโดยสิ้นเชิง

                กล่าวโดยสรุป การเปิดเสรีทางการค้าย่อมมีผลดี และ ผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจอย่างแน่นอน หากประเทศทั้งหมดสลายเป็นประเทศเดียวและตลาดกลายเป็นตลาดเดียว ประชาชนเป็นประชากรโลก ระบบการเปิดเสรีทางการค้าจะช่วยพัฒนาทุกภาคส่วนของโลกอย่างเหมาะสม แต่เมื่อโลกยังคงมีการแบ่งประเทศ และแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน การเปิดเสรีทางการค้านั้น จะไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนเลย เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่การเปิดเสรีทางการค้าต้องการคือ ให้รัฐยกเลิกการดูแลช่วยเหลือคนของตนเอง แต่หันมาดูแลกลุ่มทุนขนาดใหญ่และธุรกิจข้ามชาติ ทำให้ประชาชนไม่สามารถพึ่งตนเองได้อีกต่อไป ต้องกลายสภาพเป็นปัจจัยการผลิตไปในที่สุด หนทางที่ดีที่สุดคือการส่งเสริมให้เกิดการพึ่งตนเอง ให้สามารถดำเนินชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริให้ได้ ให้สังคมมีพัฒนาการอย่างถูกต้องเหมาะสมและคงความเป็นสังคมไว้ได้ตราบชนรุ่นหลัง นั่นคือการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริงและจะนำไปสู่สังคมที่มีคุณภาพ และประเทศที่มีความเข้มแข็ง หรือดังที่จอห์น ล็อคได้กล่าวไว้ นี่อาจจะถึงเวลาของการเดินออกจากสังคมการเมืองกลับสู่สภาพธรรชาติเพื่อสร้างสังคมการเมืองใหม่ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง



[1] www.businessdictionary.com

[2]www.rakbankerd.com

[3] อาจารย์ลักษณาวดี บุญชู , ภาควิชาธุรกิจระหว่างประเทศ, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต

[5] สบพันธ์ ชิตานนท์, เศรษฐกิจเพียงพอ "หนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน"

[6] ป.อ. ปยุตโต , การพัฒนาที่ยั่งยืน พระธรรมปิฎก

[7] UN Commission on Environment and Development

[8] มองมุมใหม่ : ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  1  กรกฎาคม  2546  

[9] ชล บุนนาค, คณะเศรษฐสาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สัมภาษณ์

[10] www.ftawatch.org

12月24日

การเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 50

ท่ามกลางกระแสความสับสนอลหม่านทางการเมือง หลายเดือนผ่านพ้นไป
ประเทศไทยกำลังจะก้าวกลับมาสู่ การปกครองที่มาจากการเลือกตั้ง
(ซึ่งข้าพเจ้าไม่ขอเรียกว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตย)
 
โดยส่วนตัวนั้น มีสิทธิเลือกตั้ง โดยมีชื่ออยู่ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จังหวัดปทุมธานี
ซึ่งเป็นพื้นที่ของอดีต ส.ส.เอกพจน์ จากพรรคชาติไทย (ซึ่งเค้าก็สอบได้อีกเช่นเคย)
 
หลังจากการเลือกตั้งเสร็จ ก็กลับมารอฟังผลการเลือกตั้งช่วงหลังปิดหีบครับ
ผลที่ได้ออกมาก็ไม่ต่างไปจากที่คาดหมายเอาไว้มากนัก
 
เพราะ จากการวิเคราห์โดยเบื้องต้นนั้น ผมก็เชื่อว่า พลังประชาชนจะมาเป็นที่หนึ่ง
แต่บังเอิญมันได้ที่หนึ่งด้วยคะแนนเสียงมากเกินกว่าที่อยากให้เป็น
 
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว พลังประชาชนได้ ส.ส.เขตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่อีสาน
ซึ่งมีลักษณะและพื้นฐานทางการคิดที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะความคิดความเชื่อที่มีต่ออดีตนายก
 
เป็นอันว่า สุดท้ายแล้ว ผลก็ออกมาเป็นเช่นที่เห็น (ข้อมูล ณ เวลา 14.00 น. 24 ธ.ค.)
 

พรรค

เขต

สัดส่วน

รวม

พปช.

190

34

224

ปชป.

132

33

165

ชท.

38

4

42

พผ.

19

7

26

มชธ.

7

0

7

รชพ.

10

1

11

ปชร.

4

1

5

 
สิ่งที่น่าสนใจอยู่ตรงที่
 

พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกตั้งในภาคอีสาน จำนวน 6 คน

ซึ่งประกอบด้วย  

นายอภิวัฒน์ เงินหมื่น       อำนาจเจริญ เขตที่ 1 ลูกชายของ สุทัศน์ เงินหมื่น

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร        อุบลราชธานี เขต 1 อดีต ส.ส.

นายศุภชัย ศรีหล้า               อุบลราชธานี เขต 1

นายอิสระ สมชัย                 อุบลราชธานี เขต 4

นางปาริชาติ ธรรมคุณ       โคราช เขต 2

นางสาวณิรัฏกานต์ ศรีลาภ ยโสธร เขต 1

 

ภาคใต้ พื้นที่ที่ประชาธิปัตย์ไม่ได้ที่นั่ง

ภาคใต้ทั้งหมด มี ส.ส. 56 คน ประกอบด้วย

ปชป. 49

พปช. 2

นายซูกาโน มะทา ยะลา เขต 1 ตระกูล มะทา อดีต นักการเมืองท้องถิ่น

นายนัจมุดดีน อูมา เขต 2 นราธิวาส อดีต ส.ส.

พผ. 3

นายนิมุคตาร์ วาบา เขต 2 ปัตตานี ยกเขต อดีตผู้บริหารโรงเรียน

นายยุซรี ซูสารอ เขต 2 ปัตตานี ยกเขต อดีตกำนัน

นายแวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ เขต 1 นราธิวาส อดีต ส.ว.

ชท. 2

นายวัชระ ยาวอหะซัน เขต 1 นราธิวาส ข้าราชการประจำ

นายกูเฮง ยาวอหะซัน เขต 2 นราธิวาส อดีต ส.ส.

 

พลังประชาชน 9 คน ใน กรุงเทพฯ

เขต 5 ยก เขต สายไหม ดอนเมือง

นายอนุสรณ์ ปั้นทอง

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

นายการุณ โหสกุล

เขต 6 หนองจอก คลองสามวา

นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์

เขต 7 บางกะปิ

ดนุพร ปุณณกันต์

วิชาญ มันชัยนันท์

เขต 10 ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ บางขุนทียน

สากล ม่วงศิริ

สุวัฒน์ วรรณศิริกุล

เขต 11 ภาษีเจริญ บางแค หนองแขม

สุธา ชัน

 

สมัคร สุนทรเวช  กล่าวว่า ตนได้คะแนนมาก ก็ต้องจัดตั้งรัฐบาล เชิญชวนทุกพรรคเข้าร่วม พรรคที่ได้น้อยกว่า ถ้าจัดตั้งแข่งก็น่าจะอายบ้าง และ ตนต้องเป็นนายก

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า พปช. ได้ที่ ๑ ก็ต้องได้จัดก่อน ถ้าจัดไม่ได้ ตนก็ค่อยจัด และขอให้ไม่ต้องวิตกจริต

บรรหาร ศิลปะอาชา ให้สัมภาษณ์ที่บ้านของวัฒนา อัศวเหม พผ. กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ว่าจะอยู่กับฝ่ายใด ต้องรอดูความแน่นอนหลังใบเหลืองใบแดง

 แต่สิ่งที่แน่ชัดและคุยกันแล้วคือ ชท. กับ พผ. จะอยู่ด้วยกัน ไปไหนไปด้วย ช่วยเลยสามบาท และยังกล่าวด้วยว่า ไม่มีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญมาเกี่ยวข้อง

ประชัย เลี่ยวไพรัชต์ ไม่เชื่อผลการนับคะแนน กำลังทำเรื่องร้องขอให้ กกต. นับคะแนนใหม่ทั้ง เขต 6

ผลการเลือกตั้งของพรรคปรชาธิปัตย์ในภาคอีสาน

หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน สุวิทย์ คุณกิตติ สอบตก!

 

คนกรุงฯมาลงคะแนนเลือกตั้ง 51%

 

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ จำนวน ส.ส.สัดส่วน ที่พรรคพลังประชาชนกับประชาธิปัตย์ได้มาเกือบเท่ากัน นั้น ถือว่า มีความหมยที่น่าสนใจมากทีเดียว

 

สุดท้าย ผลการเลือกตั้งที่แท้จริงนั้นไม่ใช่จำนวน ส.ส.ครับ แต่คือ สถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง จะออกลูกเป็นไข่ หรือ ออกลูกเป็นตัว ก็คงต้องรอดูผลติดตามซักระยะนึง

อย่าให้คลาดสายตาเชียว

 
12月19日

เพลง อยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว (ชอบเพลงนี้คับ)

อยู่คนเดียว และเดินคนเดียวมาตั้งนาน
แต่ฉันก็ไม่เคยจะเปลี่ยวใจ
ไม่เคยร้อนรน ที่ยังไม่รักใคร
รู้เพียงอย่างเดียว ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป

แต่แล้วใครหนึ่งคนก็เข้ามา
เปลี่ยนแปลงเรื่องราว เปลี่ยนนิสัยที่เคยชิน

ให้อยู่ลำพังคนเดียวก็คงไม่เอาแล้วทำไม่ได้
อยากจะมีชีวิตที่มีเธอ
ก็มีเพียงเธอคนเดียวที่ทำให้วันนี้ดูมีค่า
ฉันไม่มีอย่างอื่นจะต้องตามหา
อยากจะใช้วันเวลาที่ฉันมี (เดินไปกับเธอ)

เบื่อมันแล้ว กับการไม่มีใครสักคน
เบื่อแล้วที่ต้องทนอยู่แบบนั้น
ในใจร้อนรนเมื่อเราได้พบกัน
รู้เพียงอย่างเดียว ขาดเธอคนนี้ไม่ได้

ก็เพราะตั้งแต่เธอได้เข้ามา
เปลี่ยนแปลงเรื่องราว เปลี่ยนให้เห็นวันใหม่

ให้อยู่ลำพังคนเดียวก็คงไม่เอาแล้วทำไม่ได้
อยากจะมีชีวิตที่มีเธอ
ก็มีเพียงเธอคนเดียวที่ทำให้วันนี้ดูมีค่า
ฉันไม่มีอย่างอื่นจะต้องตามหา
อยากจะใช้วันเวลาที่ฉันมี (เดินไปกับเธอ)

ให้อยู่ลำพังคนเดียวก็คงไม่เอาแล้วทำไม่ได้
อยากจะมีชีวิตที่มีเธอ
ก็มีเพียงเธอคนเดียวที่ทำให้วันนี้ดูมีค่า
ฉันไม่มีอย่างอื่นจะต้องตามหา
อยากจะใช้วันเวลาที่ฉันมี

ให้อยู่ลำพังคนเดียวก็คงไม่เอาแล้วทำไม่ได้
อยากจะมีชีวิตที่มีเธอ
ก็มีเพียงเธอคนเดียวที่ทำให้วันนี้ดูมีค่า
ฉันไม่มีอย่างอื่นจะต้องตามหา
อยากจะใช้วันเวลาที่ฉันมี (เดินไปกับเธอ)

12月14日

ฝ่ายการนักศึกษา หรือ ที่ปรึกษาโครงการ ที่ข้าพเจ้าต้องการ

เพื่อน ๆ ครับ
 
เราหลาย ๆ คนเป็นเด็กทำกิจกรรม พวกเราหลายคนเป็นคนที่สนใจการเรียนรู้นอกห้องเรียน
 
พวกเราคงต้องการ "ฝ่ายการนักศึกษา หรือ ที่ปรึกษาโครงการ" เพื่อช่วยให้โครงการประสบความสำเร็จ
 
แต่ คนเหล่านั้น อาจารย์ที่จะทำงานกิจการนักศึกษา หรือเป็นที่ปรึกษาโครงการ ควรเป็นอย่างไร
 
หลายคนบอกว่า "โครงการนี้ออกมาดี เพราะได้ที่ปรึกษาดี"
 
หลายคนบอกว่า "เราอยากได้อาจารย์ที่เข้าใจกิจกรรม เข้าใจเด็กกิจกรรม ทำงานกับเด็กได้"
 
หลายคนก็บอกว่า "ได้แค่นี้ก็บุญแล้ว จะเอาอะไรกะอาจารย์ที่ปรึกษา"
 
ข้อแตกต่างมันอยู่ตรงไหน คุณสมบัติของฝ่ายการ หรือ ที่ปรึกษาโครงการที่ดี คืออะไร เป็นอย่างไร ในความคิดของทุก ๆ คน
 
สำหรับผมแล้ว ฝ่ายการที่ดี หรือ ที่ปรึกษาโครงการที่ดี ควรจะ
 
๑. เข้าใจในความคิดของเด็ก
 
๒.ส่งเสริมสิ่งที่เด็กคิดเห็น หรือ ตัดสินใจ
 
๓.พร้อมที่จะ ให้คำปรึกษา ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และอยู่นอกเหนือเกินกว่าที่เด็กจะคิดเห็นได้ ในกรอบประสบการณ์ของตน
 
๔.ยินดีร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้และการกระทำของเด็ก ร่วมกับเด็ก ๆ ที่กระทำในสิ่งที่ตนตัดสินใจร่วมกันแล้ว
 
๕.เชื่อมั่นในสติปัญญา ความสามารถ และ ความรับผิดชอบของเด็ก ๆ ที่ตนดูแล
 
๖.ไม่ยึดถือความคิดเห็นของอาจารย์ ว่าเด็ก ๆ ต้องเชื่อและปฏิบัติตาม
 
๗.ไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการถ่วงเวลา ขัดขวาง ก่ออุปสรรค
 
ต่อโครงการ ที่เด็ก ๆ คิด โดยเฉพาะเมื่อ เด็ก ๆ คิดต่างจากตน
 
๘.ตรงกันข้ามกับข้อ ๗. อาจารย์ ควรให้การสนับสนุน และ อำนวยความสะดวกแก่เด็ก ๆ ในการทำงาน ในทุก ๆ กรณี
 
๙.เปิดโอกาสให้เกิดพื้นที่ในการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์
 
๑๐.ข้อสุดท้าย ช่วยเด็ก ๆ ทำในสิ่งที่เด็ก ๆ ไม่สามารถ ทำเองได้
 
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น แต่ลึก ๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
 
ในชีวิตคนที่จะมาเป็นอาจารย์กิจกรรมนั้น สิ่งที่ควรทำที่สดคือ ทำกิจกรรม สมัยเรียนบ้าง
 
เพราะนั่นคือสิ่งที่จะช่วยให้ ทำงานกิจกรรมกับเด็ก ได้ง่ายที่สุด
 
ไม่ใช่ตั้งใจเรียน เพื่อให้ได้เกียรตินิยม ไม่สนใจอะไร และกลายเป็นนักวิชาการ
 
ที่ไม่คิดว่ากิจกรรมสำคัญ อย่างที่พวกอาจารย์ เป็นกันอยู่ ในทุกวันนี้
10月28日

งานวิจารณ์วรรณกรรมเชิงสังคม นวนิยาย “นายอำเภอปฏิวัติ”

งานวิจารณ์วรรณกรรมเชิงสังคม นวนิยาย “นายอำเภอปฏิวัติ” งานประจำวิชา วรรณกรรมกับสังคม สาขาวิชาภาษาไทย
 

ข้อมูลผู้แต่ง

                ผู้แต่ง                     บุญโชค  เจียมวิริยะ

                นามจริง                  บุญโชค  เจียมวิริยะ  ชวรงคกร

                กำเนิด                    ๒๐ มีนาคม ๒๔๗๖ ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

                การศึกษา              จบชั้นมัธยมจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ศึกษาต่อคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อปริญญาโททางด้านบริหารรัฐกิจที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

                ประวัติการทำงาน

                                                บุญโชค  เจียมวิริยะ เคยเป็นครูสอนภาษาไทยประมาณปีเศษก่อนเข้าเรียนที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ หลังจากจบการศึกษาจึงเข้ารับราชการเป็นตำรวจได้เข้ารับการอบรมเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรและประจำอยู่กองวิจัยวางแผน กรมตำรวจ ภายหลังได้โอนไปอยู่กรมการปกครองตำแหน่งปลัดอำเภอตรีและนายอำเภอตามลำดับ จนเกิดปัญหาขัดแย้งในทางราชการ จึงออกจากราชการและยึดอาชีพเป็นนักประพันธ์

                                                นวนิยายเรื่อง นายอำเภอปฏิวัติเป็นนวนิยายเรื่องแรกของบุญโชค เจียมวิริยะ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตจากเรื่องจริงที่เขาประสบในชีวิต หลังจากที่เขาต้องออกจากราชการช่วงปลายปี ๒๕๑๕ ประสบปัญหาในชีวิตมากมาย และแต่งนวนิยายเรื่องนี้ขึ้นในปลายปี ๒๕๑๗ ซึ่งนวนิยายเรื่องนี้ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประเภทนวนิยายประจำปี ๒๕๑๘ จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ และได้รับเกียติบัตรจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ในปี ๒๕๓๔

                นามปากกา           บุญโชค  เจียมวิริยะ            คม  ศุภลักษณ์      นพ  นันทมิตร

                ผลงาน                  รวมเรื่องสั้น:        ฝากไว้กับความหลัง, มหาดไทยมาเฟีย, ลูกหม้อมหาดไทย, ลูกไม้มหาดไทย, เทพบุตรมหาดไทย, ใต้เงาอดีต ฯลฯ

                                                นวนิยาย:               นายอำเภอปฏิวัติ, ฟ้าสีดำ, ธาตุมนุษย์, เกิดแล้วต้องสู้ ฯลฯ

เนื้อเรื่อง

                เรื่องนายอำเภอปฏิวัติ เป็นการต่อสู้ของนายอำเภอผู้หนึ่งซึ่งเป็นตัวละครเอกของเรื่องนี้ ชื่อนายอำเภอรวมพล  กรทอง ซึ่งเป็นผู้จริงจังต่อชีวิต ถืออุดมคติที่จะทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ เป็นผู้ที่ตั้งใจจะปฏิวัติระบบอันเก่าแก่ที่คร่ำชราฝังหัวราชการมหาดไทย สายกรมการปกครองมาช้านาน อุดมคติของรัฐศาสตร์บัณฑิตหนุ่มและปริญญาโทจากเมืองนอก ทำให้นายอำเภอรวมพลยืนหยัดขึ้นต่อสู้ความไม่ถูกต้องต่าง ๆ อย่างห้าวหาญ จึงต้องมีปัญหากับปลัดจังหวัดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดและเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของนายอำเภอรวมพล ปลัดจังหวัดผู้นี้เป็นผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ให้อภิสิทธิ์แก่คนบางกลุ่มเช่นพวกพ่อค้า ปลัดจังหวัดผู้นี้ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่นายอำเภอ ดังนั้นจากความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันนี้ จึงทำให้นายอำเภอรวมพลถูกปลัดจังหวัดเพ่งเล็งว่าเป็นผู้ที่แข็งข้อกับตน ไม่ยอมลงให้ตนจึงได้พยายามหาทางกลั่นแกล้งนายอำเภอผู้นี้ตลอดเวลา นายอำเภอรวมพลจึงได้รับความยุ่งยากในการทำงาน เนื่องจากว่าเขาเป็นคนตรงและเชิดชูอุดมคติ ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อปลัดจังหวัดตลอดจนพ่อค้าที่มีอิทธิพลในอำเภอนั้น จนถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องที่ เพื่อนผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นและกลุ่มพ่อค้าอิทธิพลได้วางแผนกำจัด กระทั่งถูกให้ออกจากราชการฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงในข้อหากดขี่ข่มเหงราษฎรและเป็นบ้าไปในที่สุด

 

วิเคราะห์โครงสร้างวรรณกรรม

                ชื่อเรื่อง

                                ชื่อเรื่องนี้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของนายอำเภอผู้หนึ่งที่ทำงานอย่างมีอุดมคติ ซื่อสัตย์ เห็นแก่ประโยชนส่วนรวม มีความตั้งใจที่จะปฏิวัติระบบราชการปกครอง แต่การตั้งใจมาก ประกอบกับการทำเพียงคนเดียวอย่างหักโหม ไม่มีลำดับขั้นตอน จึงส่งผลให้เกิดปัญหามากมาย

                Point of view

                                เป็นแบบ First person peripheral กล่าวคือผู้แต่งเขียนในลักษณะเล่าเรื่อง โดยสมมติตัวเองเป็น นายระเบิด คล่องดี เล่ารื่องของนายอำเภอรวมพล ลักษณะงานเขียนเช่นนี้ทำให้ดูเหมือนเป็นการรายงานหรือบันทึกเรื่องราว ที่ช่วยให้ผู้อ่านรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจง่าย และรู้สึกสมจริง

                โครงเรื่อง

                                แบ่งได้เป็น ๒ ส่วนคือ

-                     โครงเรื่องหลัก
        เป็นเรื่องของนายอำเภอผู้หนึ่งที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา จนไปขัดแย้งกับการทำงานของข้าราชการคนอื่นซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เหนือกว่าและด้อยกว่า รวมทั้งผู้มีอิทธิพลที่หวังกอบโกยเงินจากราชการ ผลที่สุดจากการปฏิบัติตนที่ซื่อตรงเกินไปทำให้ชีวิตการทำงานล้มเหลว ต้องออกจากราชการและเป็นบ้า

-                     โครงเรื่องย่อย
        ในแต่ละตอนของเรื่องจะพูดถึงปัญหาของนายอำเภอกับบุคคลต่าง ๆ ที่เป็นข้าราชการคอรัปชั่น กับพ่อค้าที่หวังกอบโกยผลประโยชน์ ซึ่งโครงเรื่องย่อยในแต่ละตอนจะส่งผลต่อเนื่องทำให้ความรุนแรงในปัญหาความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  

                ปมปัญหาและความขัดแย้ง

                                ความขัดแย้งในเรื่องนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับบุคคลคือนายอำเภอรวมพลกับปลัดจังหวัดและกลุ่มพ่อค้าอิทธิพล ซึ่งความขัดแย้งนี้เป็นการดำเนินเรื่องหลัก

                แก่นเรื่อง

                                “การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอิทธิพลเหนือข้าราชการบางคน”

                ตัวละคร

                                ตัวละครของเรื่องนี้เป็นตัวละครที่มีลักษณะสมจริง มีพฤติกรรมที่สลับซับซ้อน มีกระบวนการดำเนินเรื่อง และพฤติกรรมเสมือนเป็นคนจริง ๆ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามได้เป็นอย่างดี

                นายอำเภอรวมพล  กรทอง

                                เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ในการทำงานอย่างจริงจัง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน มุ่งหวังให้ข้าราชการในกรมการปกครองปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรง

-                     “ผมไม่ใช่คนช่างฟ้องอย่างนั้นหรอกครับ แต่ทางที่ดีต่อไปท่านน่าจะสั่งหน้าห้องของท่านไว้ว่า ถ้าหากมีนายอำเภอนอก ๆ โดยเฉพาะนายอำเภอที่อยู่ห่างไกลตัวจังหวัดมาขอพบท่าน ก็ควรจะให้โอกาสเข้าพบโดยสะดวกกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ต้องให้มานอนระอยู่ทีละสองสามวันอย่างนี้ เพราะอาจจะทำให้งานทางอำเภอล่าช้าหรือเสียหายขึ้นได้”

-                     “ก็ไอ้เรื่องทุจริตคอรัปชั่นกับความไม่เป็นธรรมนี่แหล่ะที่มำให้ผมอยู่ที่ไหนกับใครเขาไม่ค่อยได้ ถูกเขี่ยกระเด็นไปไกล ๆ ทุกที จนกระทั่งต้องมาอยู่อำเภอเล็ก ๆ กันดาร มีผู้ก่อการร้ายชุกชุมอย่างนี้ ผมเองรู้ตัวดี แต่ฝืนมโนธรรมลงไปคลุกเคล้าสิ่งโสโครกกับใครไม่ได้ ผมไม่อยากให้ใครตีค่าว่าข้าราชการฝ่ายปกครองจะเลวขุ่นคลั่กหมดทุกคน นักปกครองที่ดี ประเภทอดอยากเยี่ยงอย่างสิงห์สงวนศักดิ์ ไม่เห็นแก่ลาภสักการ ความมั่นคงและยศศักดิ์ที่จะพึงได้มาโดยมิชอบก็มีถมไป ผมทนไม่ที่จะเห็นข้าราชการด้วยกันเห็นแก่ได้ เห็นแก่เงิน ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ยอมเสียสละเพื่อประเทศชาติส่วนรวม”          

                ปลัดจังหวัด

                                อายุ ๕๗ ปี เอาแต่ใจตนเอง อาฆาตต่อผู้ที่ไม่คล้อยตามตน เหยียดหยามผู้หญิง ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ราชการ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

-                     “ท่าจะต้องให้บทเรียนเสียแล้ว” ท่านปลัดจังหวัดกล่าวหนักแน่น “ให้เขาได้รู้สำนึกว่า แม้แต่คนที่ไม่มีความรู้สูงเท่าเขา แต่ก็สุขุม ไม่มุทะลุ พอที่จะรับราชการให้เกิดผลดีได้”

-                     “คุณมันเซ่อ ทำไมไม่เปิดสมุดคำสั่งดูว่า มีคำสั่งอะไรบ้างไหมในเดือนนั้นที่มันไม่สำคัญ... คุณก็เอาเลขที่ของคำสั่งนั้นแหละมาลงในคำสั่งใหม่ แล้วก็ปิดทับลงไปบนหน้าสมุดอันเดียวกัน ปิดให้สนิทอย่าให้มองเห็นของเก่า เท่านี้ทุกอย่างก็สมบูรณ์ถูกต้องเรียบร้อย”

-                     “ระเบิด ลื้อรีบไปหาหมามาให้ซักตัวซิ” (คำว่า “หมา” ในที่นี้หมายถึงโสเภณี)

 

                นายระเบิด  คล่องดี

                                เป็นผู้เล่าเรื่องนายอำเภอรวมพล ตัวละครอื่น ๆ รวมทั้งเรื่องของตัวเอง ซึ่งเป็นคนที่ทั้งดีทั้งไม่ดีปนเปกัน เริ่มปฏิบัติราชการจากการเป็นเสมียนจนได้เป็นนายอำเภอ ตอนที่เป็นจ่าจังหวัดมีความสนิทสนมกับปลัดจังหวัดและนายอำเภอเมือง มีนิสัยประจบสอพลอ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่บางเวลาก็รู้ผิดชอบชั่วดี พยายามช่วยเหลือผู้ที่ถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งลักษณะของเขานั้นเป็นประเภท “อ้อลู่ลม”    

                นายกอบชัย หรือ เสี่ยเกี๊ยก

                                เป็นพ่อค้าที่ฉลาดแกมโกง ติดต่อเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่เพื่อสร้างอิทธิพล และใช้อิทธิพลกลั่นแกล้งผู้อื่น เขาสูญเสียผลประโยชน์จากการทำงานอย่างซื่อตรงของนายอำเภอรวมพล

-                     เสี่ยเกี๊ยกได้พูดถึงความสำเร็จในการวางแผนย้ายนายอำเภอรวมพล “...ผมจ่ายไม่อั้นมาตั้งแต่ตอนเริ่มวางแผนโน่น กว่าจะปรึกษาหารือพร้อมใจกันได้ทุก ๆ ฝ่าย ก็ต้องว่ากันมั่วพอสมควร... ผมตั้งใจจะวิ่งเต้นทุ่มเงินยัดอีกสักห้าแสน ถ้าว่านายอำเภอคนนี้ยังหนังเหนียวไม่ตกเก้าอี้ ผมก็เห็นจะต้องกราบตีนยอมแพ้... ผมเกิดที่นี่ อยู่จังหวัดนี้มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก... กับข้าราชการผมไม่เคยใจแคบใจจืด ผมเลี้ยงคนไว้เท่าไหร่ ๆ หมาไทยให้อะไรมันก็กิน แต่ไอ้หมาฝรั่งหัวนอกมันจองหอง เมื่อไม่แดกเงินก็ต้องให้แดกอุจจาระเสียบ้างจึงจะเหมาะ คนอย่างผมถ้าลงว่าได้ตีงูละก็ ไม่เคยตีเลี้ยงให้หลังหัก ต้องเอาให้ซี้แหงเลยทีเดียว”

                คุณค่าของงาน

                                นายอำเภอปฏิวัติมีลักษณะเป็นนวนิยายสมจริง เน้นสารัตถะสำคัญของเรื่องคือ ความเข้มแข็งที่จะรักษาอุดมคติในการปฏิบัติงานของข้าราชการปกครองที่ดีผู้หนึ่ง ซึ่งยอมเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประเทศชาติ ทำงานตามอุดมคติ มีความซื่อสัตย์ ความตั้งใจจริง ยอมลำบากเพื่ออุดมการณ์ มีตัวละครไม่มากนัก แต่ล้วนเป็นตัวแทนของกลุ่มชนหลายประเภทที่มีตัวจริงอยู่ในสังคม บทสนทนาสมกับฐานะและพื้นฐานนิสัยใจคอของแต่ละบุคคลในเรื่อง มีลักษณะสมจริงและมีชีวิตชีวา จึงอาจจะกล่าวได้ว่านวนิยายเรื่องนี้ เป็นนวนิยายที่ดีเยี่ยมในด้านองค์ประกอบต่าง ๆ ของเนื้อเรื่อง

                                นวนิยายเรื่องนี้มีคุณค่าสมบูรณ์ด้านวรรณกรรม คือวิธีการแสดงเรื่องตามลำดับซึ่งประกอบด้วยกลวิธีแต่งที่ดี วางสัดส่วนของเนื้อเรื่องอย่างสมดุลและกะทัดรัดไม่ยืดยาด เหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องดำดเนินเข้าสู่จุดสำคัญของเรื่อง เป็นการรักษาเอกภาพของเรื่องไว้ได้เป็นอย่างดี มีการเปลี่ยนฉากให้สนับสนุนเรื่อง เช่น ฉากอำเภอ ฉากโรงเรียนนายอำเภอ และแทรกบทสนทนาตามที่เหมาะสม ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล่าก็ตาม มีการแทรกถ้อยคำซึ่งมีคำสอนใจ ข้อคิดต่าง ๆ จึงทำให้มีความแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ผู้ประพันธ์มีกลวิธีในการเปิดเรื่องและปิดเรื่องโดยการใช้คำขวัญการปฏิบัติงานของข้าราชการ และจบลงด้วยคำสอนใจเช่นกัน

 

วิเคราะห์วรรณกรรมเชิงสังคม

                เนื่องจากเรื่องนายอำเภอปฏิวัติเป็นนวนิยายที่มีชื่อเสียงในด้านการรณรงค์เสริมสร้างความซื่อสัตย์สุจริตในวงราชการ การวิเคราะห์วรรณกรรมเรื่องนี้ในเชิงสังคมจึงจะดำเนินการวิเคราะห์ในเรื่องบทบาทหน้าที่และการปฏิบัติตัวของข้าราชการปกครองที่มีต่อความคาดหวังของประชาชน โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น ๓ ส่วนคือ อิทธิพลของสังคมที่มีต่อนักเขียนหรือวรรณกรรม อิทธิพลของวรรณกรรมที่มีต่อสังคม และการสะท้อนสังคมของวรรณกรรม ดังนี้

-                     อิทธิพลของสังคมที่มีต่อนักเขียนหรือวรรณกรรม

                เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลจะตัดขาดตัวเองออกจากสังคม เพราะแม้แต่การอยู่อย่างโดดเดี่ยวก็ยังอยู่ภายใต้สังคมหรือสภาพแวดล้อมหนึ่งที่จะกำหนดความรับรู้ของบุคคล ดังนี้แล้วสังคม สภาพแวดล้อม หรือวิถีชีวิตย่อมมีส่วนสำคัญยิ่งในการกำหนดความรู้ความคิดของนักประพันธ์ เรื่องนายอำเภอปฏิวัติก็เช่นเดียวกัน บุญโชค เจียมวิริยะ ซึ่งในอดีตเคยเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จึงมิอาจแยกตัวเองออกจากความรู้ทางมหาดไทยได้ เรื่องราวการเขียนเพื่อถ่ายทอดชีวิตข้าราชการปกครองของบุญโชคนั้น จึงเขียนถ่ายทอดออกมาได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ตีแผ่ถึงธาตุแท้ของมหาดไทยออกมาอย่างชนิดที่เรียกว่า หากไม่ใช่ลูกหม้อมหาดไทยแล้วย่อมมิอาจทำได้

                อิทธิพลที่สังคมมีต่อบุญโชค  เจียมวิริยะ จนก่อให้เกิดงาน นายอำเภอปฏิวัตินี้ ไม่เพียงแต่มีอิทธิพลในเชิงความคิดเท่านั้น เพราะนายอำเภอปฏิวัติเป็นเรื่องที่มีเค้าโครงมาจากชีวิตจริงของบุญโชค ดังนั้นอิทธิพลที่ส่งผลต่อเขา จึงเป็นอิทธิพลในเชิงลึก กล่าวคือ ครอบงำทุกภาคส่วนในความคิดของบุญโชคไว้โดยสิ้นเชิง สังคมที่บุญโชคมีชีวิตผ่านมา ซึ่งประกอบด้วย สังคมการศึกษาในโรงเรียนนายอำเภอ สังคมรอบตัวของเขาในการปฏิบัติราชการทางปกครอง ในพื้นที่ภาคอีสาน กลุ่มบุคคลต่าง ๆ ที่เขาไปพบเจอในชีวิต และเป็นปัญหาจนกระทั่งต้องออกจากราชการ ซึ่งสังคมรอบตัวบุญโชคทั้งหมดถูกนำมาดัดแปลงและถ่ายทอดผ่านตัวละครในเรื่องได้อย่างสมจริง

                อาจเป็นเพราะการที่วรรณกรรมชิ้นนี้เป็นวรรณกรรมชิ้นเอกที่ถ่ายทอดความจริงในชีวิต เราจึงพบเห็นอิทธิพลของสังคมที่กระทำต่อผู้ประพันธ์ได้ผ่านตัวอักษรที่ร้อยเรียงเป็นเรื่อง การได้อ่านวรรณกรรมชิ้นนี้จึงเสมือนได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์และรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกจากการกระทำของสังคมได้ประดุจตนเองอยู่ในสังคมนั้น ๆ ด้วย

-                     อิทธิพลของวรรณกรรมที่มีต่อสังคม

                คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากจะกล่าวว่าในบรรดาวรรณกรรมทั้งหลายที่ถือกำเนิดขึ้นมาในสังคม นายอำเภอปฏิวัติเป็นวรรณกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งเรื่องหนึ่ง ในด้านการส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกของผู้อ่านและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมมหาดไทย

                จากคอลัมน์ลำนำแห่งเจ้าพระยา วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๘ โดย นิตยา  นาฏยสุนทร ได้มีการนำคำของผู้อ่านนายอำเภอปฏิวัติที่สะท้อนความรู้สึกของตนต่อวรรณกรรมเรื่องนี้ ซึ่งมีทั้งในทางบวกและทางลบ เช่น เสียงสะท้อนจากข้าราชการในกรมการปกครอง

                “คิดง่าย ๆ ... คนอะไรจะดีอยู่ได้คนเดียว ก็ประเภทอยากเด่นอยากดังน่ะแหละ สุดท้ายก็ต้องออกไป ผมไม่เข้าใจ ออกแล้วก็ควรแล้วไป ทำไมยังมาสาวไส้ให้กากินอีก ไปเขียนเชียร์เข้าอย่างนี้จะเหลิงใหญ่”

นอกจากนั้นก็จะมีเสียงสะท้อนจากผู้อ่าน ซึ่งมีทั้งข้าราชการเองและประชาชนธรรมดา แต่โดยส่วนใหญ่เป็นประชาชนธรรมดา

                “ดีครับ... ช่วยเขียนแนะให้อ่านกันมาก ๆ แหละดี พวกผมจะได้สะดุดใจกันบ้างว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรล้ำเส้นอุดมคติของนักปกครองไป ผมอยากให้โรงเรียนนายอำเภอบรจุหนังสือ นายอำเภอปฏิวัติเข้าไปในหลักสูตรด้วยซ้ำ

                ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามในฐานะที่นายอำเภอปฏิวัติเป็นวรรณกรรม จึงไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นจริงของผู้แต่ง เพียงแต่ผลของการแต่งนั้นได้ทำให้เกิดความสะดุ้งสะเทือนในแวดวงข้าราชการปกครองได้เท่านั้นก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ

                จากการที่นวนิยายเรื่อง นายอำเภอปฏิวัติ เป็นนวนิยายที่เขียนโดยมีอารมณ์ของเรื่องไปในเชิงเสียดสีสังคม เสียดสีการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการปกครองนั้น เป้าหมายหลักของเรื่องนี้ที่เป็นกลุ่มที่จะถูกกระทบอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้จึงเป็นสถาบันข้าราชการปกครองนั่นเอง อิทธิพลที่กระทำต่อสังคมของนายอำเภอปฏิวัตินี้ จึงเป็นอิทธิพลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของข้าราชการปกครอง ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็คงจพิจารณาได้จากเสียงตอบรับที่ไม่ค่อยจะพอใจกับนวนิยายเรื่องนี้จากกลุ่มข้าราชการปกครอง แต่สำหรับผู้ที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตแล้ว นวนิยายเรื่องนี้ย่อมเป็นกำลังใจให้เขาเหล่านั้นได้เห็นว่า อย่างไรเสียประชาชนก็ยังมีความคาดหวังต่อสิ่งที่ถูกต้อง หรืออย่างน้อยที่สุดนวนิยายเรื่องนี้ก็จะเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนให้ข้าราชการที่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ดีบ้างไม่ดีบ้าง ได้ก้มลงสำรวจตัวเอง

                นวนิยายเรื่องนี้ เริ่มต้นด้วยการเขียนเป็นตอน ๆ ตีพิมพ์ในนิตยสาร “ฟ้าเมืองไทย” ซึ่งมีทั้งหมด ๑๗ ตอน ก่อนจะทำการรวมเล่มเป็นนายอำเภอปฏิวัติ โดยสำนักพิมพ์บรรณกิจเทรดดิ้ง และได้รับการการันตีด้วยรางวัลยอดเยี่ยมประเภทนวนิยาย จากคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ คณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ ปี ๒๕๑๘ และ เกียรติบัตรของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ซึ่งทำให้นวนิยายเรื่องนี้เป็นที่รู้จักและโด่งดังมากในสังคมไทยในช่วงนั้น ซึ่งนั่นทำให้การแผ่อิทธิพลของนวนิยายเรื่องนี้ต่อสังคมเกิดมากขึ้นและได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาระดับมัธยมศึกษาและมีผลในเชิงความคิดความรู้สึกของผู้อ่านอย่างยิ่ง

                หากกล่าวว่า “นักประพันธ์คือวิศวกรผู้สร้างวิญญาณมนุษย์” บุญโชค  เจียมวิริยะ คงจะเป็นวิศวะกรเลื่องชื่อที่สุดคนหนึ่ง เพราะงานของเขาชิ้นนี้ได้สร้างวิญญาณที่แข็งแกร่งให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยมีงานชิ้นใดประสบความสำเร็จเท่า

-                     วรรณกรรมสะท้อนสังคม

                เนื่องจากวรรณกรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยผ่านการสร้างสรรค์ของนักประพันธ์ ซึ่งเป็นสมาชิกของสังคมและได้รับอิทธิพลจากสังคม ดังนั้นวรรณกรรมจึงเป็นภาพสะท้อนสังคมในยุคสมัยนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับนายอำเภอปฏิวัติ นวนิยายระดับมาสเตอร์พีช จากชีวิตและเลือดเนื้อของข้าราชการมหาดไทย จริง ๆ เล่มนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนความเป็นจริงในสังคมราชการปกครองอย่างตรงไปตรงมา ซึมลึกถึงแก่น ตีแผ่ธาตุแท้แห่งวงการในช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่คงความเป็นอมตะ ถูกตีพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่า และสามารถสะท้อนภาพความจริงในสังคมที่ยังคงดำรงอยู่ในทุกยุคทุกสมัยไม่เว้นแม้แต่ปัจจุบันที่วรรณกรรมชิ้นนี้มีอายุมาแล้วกว่า ๓๐ ปี

                สิ่งที่น่าสนใจประการแรกที่วรรณกรรมชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดแจ้ง คือ ลักษณะข้าราชการไทย กล่าวคือ ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ข้าราชการไทยยังคงแบ่งได้ป็น ๓ ประเภทใหญ่ ๆ ประกอบด้วย

-                     ประเภทที่ ๑ เป็นคนดี มีอุดมคติ กล้าคิด กล้าแสดงความคิดเห็น และกล้าทำตามอุดมคติของตัวเอง อย่างไม่หวั่นเกรงอิทธิพลใด ๆ ซึ่งพวกนี้จะมีน้อย

-                     ประเภทที่ ๒ เป็นประเภทที่ตรงกันข้ามกับประเภทแรกราวสีดำกับสีขาว เป็นคนเลว ไม่มีอุดมคติ ขี้ขลาด ประจบสอพลอ กินสินบนทุกท่า ข่มขู่ราษฎร (โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค) เมื่อตนเองเป็นหมาหางด้วน ก็ต้องเกลียดพวกคนดี และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดผู้ที่ขัดขวางผลประโยชน์ของตน ซึ่งพวกนี้มีมากกว่าพวกแรกมากนัก

-                     ประเภทที่ ๓ เป็นพวกที่เรียกว่า “อ้อลู่ลม” บางเวลามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่ก็ชอบลัทธิ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” หรือ “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง” ถึงหิริโอตตัปปะจะบอกว่า คนดีกำลังจะถูกฆ่า ถูกริดรอนไปทีละคน แต่เขาก็จะ รู้รักษาตัวรอด ปิดปากเงียบไม่กล้าคัดค้าน ไม่กล่าช่วย อย่างเก่งก็แค่เพียงแอบหลั่งน้ำตาคนเดียวเงียบ ๆ เวลาอยู่คนเดียว สุดท้ายก็จะถูกกลืนไปกับระบบ ซึ่งพวกนี้มีมากที่สุด และมักจะเป็นลูกน้องประดับบารมีประเภทที่ ๒ หรืออาจกลายเป็นประเภทที่ ๒ ในที่สุด

                สิ่งที่น่าสนใจประการต่อมาคือการแผ่ขยายอำนาจและควบคุมการใช้อำนาจรัฐจากกลุ่มผลประโยชน์อิทธิพล สิ่งเหล่านี้ปรากฎชัดในเรื่องนายอำเภอปฏิวัติ การสะท้อนภาพของกลุ่มอิทธิพลที่มีต่อวงการราชการของนวนิยายเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเน่าเฟะของวงราชการ ซึ่งเป็นเหตุให้ความเจริญในวงราชการ หรือความรุ่งเรืองในสังคมไม่บังเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่ายุคใดสมัยใด ก็ยังมีการแทรกแซงและยึดกุมอำนาจรัฐจากกลุ่มทุน กลุ่มอิทธิพล หรือที่ในทางวิชารัฐศาสตร์เรียกว่า กลุ่มผลประโยชน์ (Interest group) เพื่อกำหนดเป้าหมาย ทิศทางการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง หรือแสวงหาผลประโยชน์จากอำนาจรัฐ ยังความล่มสลายมาสู่สังคม

                ภาพสะท้อนสังคมประการสุดท้ายที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มีความน่าสนใจก็คือ ลูกไม้มหาดไทย ต่าง ๆ ที่ปรากฎในเรื่องนายอำเภอปฏิวัติ ซึ่งตีแผ่ให้เราทราบถึงวิธีการต่าง ๆ นานา ที่ข้าราชการปกครองใช้ในการรักษาผลประโยชน์ของตน หรือในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี ตัวอย่างเช่น เทคนิควิธีการเอาใจเจ้านาย การเข้าหากับกลุ่มอิทธิพลเพื่อรักษาผลประโยชน์ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางราชการ การรายงานปัญหาด้วยการโยนความผิดให้กับโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์หรือสร้างผลประโยชน์ และอื่น ๆ อีกมากมายที่จะสามารถค้นหาได้จากงานชิ้นนี้ วิธีการเหล่านี้ถ้าไม่ใช่ผู้ที่ประสบมาด้วยตนเองแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะนำมาเขียนถ่ายทอดได้อย่างดีเยี่ยม

ความคิดและความรู้สึกของข้าพเจ้าที่มีต่อนวนิยาย นายอำเภอปฏิวัติ

                สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าปฏิเสธมิได้คือ ข้าพเจ้าเรียนในสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสายงานราชการปกครองนี้ และอาชีพข้าราชการปกครองก็เป็นความใฝ่ฝันของนักศึกษารัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครองจำนวนมาก นายอำเภอปฏิวัติเล่มนี้ จึงส่งอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกของข้าพเจ้ามาก แทบจะทุกตัวอักษรที่นวนิยายเล่มนี้นำเสนอมานั้น บีบรัดหัวใจ เค้นอารมณ์ เค้นความร็สึกของข้าพเจ้าจนแทบมิอาจจะทนฝืนอ่านต่อไปได้ เพราะมันสร้างความปวดร้าวให้กับความรู้สึกของข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนั่นเป็นจุดหนึ่งที่แสดงถึงความสำเร็จของอิทธิพลของวรรณกรรมต่อผู้อ่าน

                แม้ข้าพเจ้าจะยอมรับในความเป็นจริงที่นวนิยายเรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาผ่านประสบการณ์ของคุณบุญโชคเอง แต่ข้าพเจ้าก็อดที่จะไม่รู้สึกคัดค้านอย่างหนักหน่วงในความรู้สึกไม่ได้ว่า เหตุใดผู้แต่งจึงสร้างสรรค์ชะตากรรมของตัวเองของเรื่องได้อย่างน่ารันทดหดหู่ที่สุด เพราะคนดีที่ถูกกลั่นแกล้ง มิเพียงต้องออกจากราชการแต่ยังจบลงด้วยการเป็นคนวิกลจริต ซึ่งส่วนลึกในจิตใจยังคงต้องการเพียงแต่ การดูแลช่วยเหลือประชาชน และยังจดจำอยู่เพียงแต่เพลงพระราชนิพนธ์ที่เป็นเครื่องเตือนใจในการทำความดี

                นายอำเภอปฏิวัติเป็นนวนิยายจากไม่ถึง ๑๐ เรื่องที่ข้าพเจ้าอ่านด้วยความรู้สึกร่วมไปกับวรรณกรรม แต่ในบรรดานวนิยายที่ผ่านสายตาของข้าพเจ้าไป ไม่มีเล่มใดเลยนอกจากเล่มนี้ที่ข้าพเจ้าอยากอ่านและไม่อยากอ่านมากที่สุดในเวลาเดียวกัน และ อยากแนะนำให้คนที่อยากเป็นข้าราชการทุกคนอ่าน ก่อนเริ่มชีวิตราชการ

10月18日

ประกวดข้อเขียน "เรื่องจริงของความสุจริตที่ฉันรู้"

ก่อนเข้าเรื่อง
 
ขอให้เข้าใจว่า ประเด็นสำคัญในการเขียนนี้ คือ ผมเขียนงานชิ้นนี้เพื่อส่งประกวดหาเงินทำค่าย
 

เรื่องจริงของความสุจริตที่ฉันรู้

 

หลายหลากย่างก้าวบนเส้นทางการเติบโตของชีวิตเล็ก ๆ สิ่งต่าง ๆ มากมายถูกหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวผ่านประสบการณ์ การเรียนรู้และการรับรู้ ตราบจนกลายเป็นผลผลิตทางสังคมที่เป็นดั่งกลไกในการขับเคลื่อนให้สังคมที่หล่อหลอมตนมาสามารถดำเนินต่อไปข้างหน้าอย่างงดงามและมีผลผลิตรุ่นใหม่มาดำรงรักษาสังคมไว้อย่างมั่นคง ท่ามกลางการผลิตสร้างทางสังคมนี้ สิ่งเล็ก ๆ ที่มีคุณค่ายิ่งใหญ่อาจกำลังถูกละเลยไปบ้าง แม้อาจยังไม่สูญสลายไปสิ้น แต่คงหลงเหลืออยู่เบาบางยิ่งนัก “ความสุจริต” สิ่งเล็ก ๆ ดังกล่าวที่ทุกคนต้องเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างให้กับตนเองและสังคม

                ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน สุจริต [สุดจะหฺริด] หมายถึง น. ความประพฤติชอบ. หากกล่าวดังนี้แล้วความสุจริตนั้นย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคนและยิ่งเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้ง่ายกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะความประพฤติชอบนั้นก็คือทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ผิดต่อทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงปฏิบัติเป็นปกติ หรือกล่าวอีกนัยแล้ว ในความเป็นจริง การประพฤติของมนุษย์นั้นย่อมประพฤติแต่สิ่งดีเป็นธรรมชาติ แต่เพราะเหตุใดสิ่งนี้จึงเปลี่ยนแปลงไป ความสุจริตกลับกลายเป็นการให้คุณค่าและการยกย่องเชิดชูเพราะดำรงอยู่ในสถานะของสิ่งที่หาได้ยากในสังคม หรือที่เป็นเช่นนั้นเพราะความสุจริตไม่ใช้วิสัยโดยปกติเช่นนั้นอีกต่อไป? แท้ที่จริงแล้วความสุจริตยังคงเป็นสิ่งปกติในวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกคน เป็นความดีความงามที่ทุก ๆ คนยังยึดถือปฏิบัติ เพียงแต่ภาพที่ปรากฎต่อสังคมนั้นลดน้อยลง อย่างไรก็ดี ความสุจริตย่อมเป็นความสุจริต ผู้ประพฤติตนด้วยความสุจริตเป็นที่ตั้งแล้วย่อมได้รับการ
ยกย่อง อย่างน้อยที่สุดก็จากตนเอง เป็นความสุขที่หาใดเปรียบได้ เพราะความสุขจากการทำความดี ซื่อสัตย์สุจริตย่อมมีค่าเหนือความสุขทางกายทั้งปวง เด็ก ๆ ควรเรียนรู้ความสุจริต ผู้ใหญ่ควรปฏิบัติตนอย่างสุจริต สังคมควรเชิดชูคุณค่าของความสุจริต แต่เหนืออื่นใด คนไทยควรเข้าใจในคุณค่าของความสุจริตที่มีอยู่ในจิตใจของคนไทยทุกคน

                ความสำคัญของความสุจริตนั้นอยู่ที่ความสุจริตเป็นบ่อเกิดแห่งความดีทั้งหลาย เมื่อมนุษย์ถือปฏิบัติด้วยความสุจริตแล้ว สังคมย่อมอุดมไปด้วยความดี ย่อมเป็นสังคมที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะรากฐานของสังคมมีความมั่นคงแข็งแรง และย่อมเป็นสังคมที่มนุษย์ทุกคนจะดำรงชีวิตอย่างมีความสุข แต่หากขาดความสุจริตเป็นที่ตั้งแห่งฐานของสังคมแล้ว สังคมนั้นจะไม่มีทางพัฒนาไปได้ จักต้องตกอยู่ในภาวะทรุดโทรมโอบล้อม ประชาชนมิอาจใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข มีแต่ความหวาดระแวง ซึ่งสังคมนั้นจะไม่เกิดขึ้นในสังคมไทยเพราะคนไทยทุกคนต่างรู้ดีว่า ความสุจริตสำคัญเพียงใด

                เรื่องจริงของความสุจริตที่ฉันรู้อาจไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่หรือยิ่งใหญ่นัก หากเป็นเพียงเรื่องจริงที่บอกว่า ความสุจริตคือพื้นฐานที่คนไทยทุกคนมีอยู่ในตัวจึงไม่ยากที่จะยึดถือปฏิบัติ และหากสังคมมีคนที่มีความสุจริตเป็นที่ตั้งย่อมสามารถพัฒนาไปได้อย่างมั่นคง ดังพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ความว่า “...คนที่ไม่มีความสุจริต คนที่ไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ...”(พระบรมราโชวาท ในพีธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๒) 

 
10月17日

Essay review “Hermeneutics”

Essay review “Hermeneutics”
 
 

นายภิญโญยศ  ม่วงสมมุข                 เลขทะเบียน          ๔๘๐๓๖๘๐๐๔๒

นายจักรพันธ์  ยาคู                              เลขทะเบียน          ๔๘๐๓๖๘๐๒๕๗

ร.๓๐๐ วิธีวิทยาทางสังคมศาสตร์ ภาคการศึกษาที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๐

ตามหลักสูตรรัฐศาสตร์บัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

                ภายใต้ปริมณฑลของการหาความรู้ ไม่มีวิธีการหาความรู้ใดที่จะเข้าถึงความรู้ได้จริงตราบที่ไม่สามารถเข้าถึงฐานที่มาของความรู้ได้ และเพียงเข้าถึงฐานนั้นได้ก็หาได้แสดงว่าจะเข้าถึงความรู้ได้จนกว่าจะเข้าใจในผู้สร้างความรู้นั้นขึ้นมา แต่นั่นก็มิใช่จะเป็นสิ่งที่จะสามารถทำได้ง่ายนักเมื่อองค์ความรู้ที่มีอยู่ในสังคมถูกสร้างสมสืบต่อเนื่องยาวนานมาแต่อดีตจนปัจจุบัน นั่นจึงไม่มีวิธีการใดที่จะเข้าหาความรู้ได้จริงนอกจากการนำตัวเองภายใต้โลกปัจจุบันเข้าแทนที่อดีตเพื่อทำความเข้าใจ และอาศัย “การตีความ” ผ่านการสถาปนาทางความหมาย (Meaningful constitution) โดยการสื่อสารภายใต้บริบททางสังคม หรืออีกนัยคือการตีความการสร้างวาทกรรม (discourse) ผ่านภาษาเท่านั้นที่จะช่วยให้มนุษย์เข้าใจความเป็นจริง (reality) ศาสตร์การตีความจึงเป็นวิธีการหาความรู้เพียงวิธีเดียวตามการอธิบายของ Martin Heidegger ที่สามารถใช้หาความรู้ได้ในสังคมมนุษย์เพราะการดำรงอยู่ของมนุษย์ประกอบขึ้นจากการตีความหรืออีกนัยหนึ่งการตีความไม่ใช่เรื่องของการรู้แต่เป็นเรื่องของการเป็น (being)

          ศาสตร์การตีความมีพัฒนาการมาจากการใช้เฉพาะด้าน อาทิ การตีความคัมภีร์ทางศาสนา ,กฎหมาย เป็นต้น และมีพัฒนาการทางความคิดนี้ต่อเนื่องมา โดยผู้ที่เป็นบิดาแห่งศาสตร์การตีความสมัยใหม่คือ Friedrich Schleiermacher ซึ่งหลักสำคัญของเขาก็คือ การเข้าถึงเจตนาของผู้แต่ง  ต่อมา Wihelm Dilthey ได้นำวิธีคิดว่าด้วยศาสตร์การตีความของ Schleiermacher มาปรับใช้ต่อ เขาไม่เห็นด้วยกับการนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการศึกษาทางสังคม โดยเสนอว่าการศึกษามนุษย์ควรใช้วิธีการทำความเข้าใจเจตนาเบื้องหลังการกระทำ เขาได้เสนอทฤษฎีที่จะแสดงให้เห็นว่าการศึกษามนุษย์ด้วยวิธีการตีความนี้มีฐานะเป็นศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและเป็นปรนัย (objective) และเป็นทางเลือกหนึ่งในการหาความรู้ของมนุษย์ แต่ Martin Heidegger ก็ท้าทายฐานคติดังกล่าวโดยชี้ให้เห็นว่าการตีความไม่ได้เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่เป็นทางเลือกเดียว โดยเขาให้ข้อเสนอว่า กระบวนการของความเข้าใจเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการตีความวางอยู่บนการรับรู้จากบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เราสามารถถ่ายทอดความเข้าใจออกมาได้ เนื่องจากมันมีอยู่ก่อนหน้าเราและส่งผลให้เราเข้าใจได้ เพราะ อะไรที่เราทราบย่อมมีมาก่อน (fore-having), อะไรที่เรารับรู้ย่อมเกิดจากการมีมโนภาพมาก่อน (fore-conception) และอะไรบางสิ่งบางอย่างก่อนการเกิดความเข้าใจแต่ดำรงอยู่กับเรา ก่อนที่เราจะรู้สึกตัวว่ามันมีอิทธิพลต่ออะไรที่เราคิดหรืออะไรที่เราเป็น

                Hans. Georg Gadamer ได้นำปรัชญาเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ (being) ของ Heidegger มาพิจารณาในระดับญาณวิทยา เขายืนยันว่าความหมายไม่สามารถถูกเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ หากปราศจากการเข้าใจตัวเองผ่านมิติทางประสบการณ์ที่หล่อหลอมมาจากจารีตประเพณีและอคติ จนก่อให้เกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ มโนทัศน์ทั้งสามนี้ดำรงอยู่ก่อนกระบวนการทำความเข้าใจจะเริ่มต้นขึ้น สำหรับGadamer ประสบการณ์เกี่ยวกับความเข้าใจจะสัมพันธ์กับการมีประสบการณ์ต่อจารีต ประเพณี ที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการทำการตีความหมาย และจารีตประเพณีเองก็ถูกมองว่าเป็นมโนทัศน์ที่โยงเข้ากับเรื่องราวของความไม่เปลี่ยนแปลงทางกระบวนความรู้ Gadamer ได้กล่าวไว้อีกว่า การรับรู้ที่มาจากความเข้าใจทั้งหมดย่อมเกี่ยวข้องกับอคติบางประเภทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคำถามที่ตามมาคือ อคติคืออะไร?” สำหรับGadamer เขาพิจารณาอคติให้เป็นสภาวการณ์ก่อนความเข้าใจ (pre-understanding) เพราะว่าอคติเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเกิดความเข้าใจ กล่าวคือ ไม่มีความเข้าใจใดที่ไม่มีพื้นฐานทางจารีตประเพณีและอคติรองรับ หรือ ความเข้าใจนั้นจะไม่สามารถเกิดได้เลยหากไม่มีสิ่งเหล่านี้

                อย่างไรก็ตาม มโนทัศน์ความเข้าใจก็ยังคงเป็นปัญหา เพราะในสภาวการณ์ที่เราจะเข้าความหมายในตัวบทย่อมเป็นผลมาจากการตีความ ซึ่งเราจะตีความตัวบทได้ดีก็ต้องอาศัยความพอเพียงของอคติและจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งความคลุมเครืออยู่ที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าความพอเพียงแค่ไหนจึงจะทำให้ความเข้าใจมีความสมบูรณ์ ดังนั้นGadamer จึงนำเอามโนทัศน์ การคาดคะเนถึงความสมบูรณ์แบบ” (the anticipation of completeness) มาเป็นทางออกเพื่อแก้ปัญหาความคลุมเครือดังกล่าว เมื่อเราได้รู้ถึงจุดแห่งความพอเพียงของการตีความแล้ว จะทำให้เราคาดคะเนถึงองค์รวมที่มีเนื้อหาสาระดำรงอยู่ในส่วนย่อยต่างๆ ที่เราสัมพันธ์ด้วยจากการตีความตัวบท ด้วยฐานคิดเช่นนี้เองเอกภาพของตัวบทย่อมเกิดมาจากส่วนย่อยและส่วนย่อยย่อมบ่งชี้ถึงองค์รวมได้ กล่าวอีกนัยหน่างก็คือ มโนทัศน์ ความเข้าใจ ณ ที่นี้คือ การเข้าใจ ต่อความหมายของ อะไรที่เราเข้าใจต่อบางสิ่งบางอย่างจากการตีความตัวบทละมีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง เพราะมันบ่งบอกให้เราได้เห็นถึงองค์รวมของความหมายในตัวบทได้

                สิ่งที่น่าสนใจต่อมาคือความเข้าใจผิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร คำตอบหนึ่งที่เขาให้และเราต้องตระหนักทุกครั้งที่อคติมีผลต่อความเข้าใจของเราคือระยะห่างทางช่วงเวลา (temporal distance) เพราะระยะห่างทางช่วงเวลานั้นเป็นช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างปัจจุบันขณะในการตีความตัวบท และ อะไรที่ตัวบทสนทนากับเราจากมิติของเวลาที่ตัวบทดำเนินอยู่ เพราะ! มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเข้าใจตัวบทได้อย่างที่ตัวบทสื่อออกมาจากอดีตด้วยสถานะของเราในปัจจุบัน ความห่างทางช่วงเวลายังเป็นสภาวการณ์ที่เราเห็นถึงความแตกต่างทางประสบการณ์ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจถูกหรือไม่ถูกและความเข้าใจผิดได้ ดังนั้น เราจึงต้องเข้าใจความห่างทางช่วงเวลาเพราะมันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่เราจะแยกแยะอคติที่เรามีต่ออดีตและปัจจุบันในการค้นหาความหมายในตัวบทและการขจัดความผิดออกไป ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ ช่องว่างระหว่างช่วงเวลาจึงมีความสำคัญในการเป็นรอยต่อที่ทำให้เราได้เห็นอคติที่มาแยกแยะความเข้าใจถูกออกจากความเข้าใจผิด เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของศาสตร์การตีความภายใน ขอบฟ้า ที่เราดำรงอยู่

คำว่า ขอบฟ้า (horizon) จึงเป็นเสมือนคำอุปลักษณ์ที่Gadamerใช้อธิบายขอบเขตที่สถานการณ์ของการเข้าใจต่อความหมายหนึ่งๆดำรงอยู่ การมีขอบฟ้าจะทำให้เราเห็นตำแหน่งแห่งที่ของเราในสถานการณ์ทางการตีความ และมีนัยถึงจุดยืนและมุมมองที่เรามีในการทำความเข้าใจโลกและความหมายในตัวบท โดยอาศัยประสบการณ์ของเรา ดังนั้นการมีขอบฟ้าจึงหมายถึงการไม่ถูกจำกัดอยู่กับอะไรที่ใกล้กับสายตาของเรา แต่สามารถมองข้ามมันไปได้ เปิดการรับรู้ออกไปได้ ด้วยการยอมรับต่อภาพรวมที่เกิดขึ้นจากส่วนย่อย บุคคลใดที่มีขอบฟ้าย่อมรู้ความสัมพันธ์เชิงสัมพัทธ์ของทุกๆอย่างภายในขอบฟ้านี้ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ใหญ่หรือเล็ก ด้วยเหตุนี้เอง การจัดการต่อสถานการณ์ของศาสตร์การตีความจึงกระทำได้ด้วยการผนวกขอบฟ้าอื่นๆเข้ามาเชื่อมต่อกับขอบฟ้าของเรา กล่าวคือเป็นการเปิดตัวเองเข้าหาความหมายในตัวบท เพื่อไตร่ตรองความเข้าใจของเราจากตำแหน่งแห่งที่ ที่เราเชื่อมโยงกับตัวเราด้วยสถานการณ์ที่เราเป็นเราในความเข้าใจต่อตัวบท และการผนวกขอบฟ้านี้ยังทำให้เราเข้าใจความหมายที่อยู่ในตัวบทที่อยู่เหนืออัตวิสัยของเรา เพราะความเข้าใจจะไม่ถูกจำกัดอยู่แต่ในทรรศนะหรือมุมมองที่มาจากจุดยืนภายในขอบฟ้าของเรา แต่มันไปขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสิ่งที่อยู่ภายในแต่ละขอบฟ้า ไม่ว่าขจะเป็นอคติ จารีตประเพณี หรือจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ Gadamerเรียกสภาพการณ์เช่นนี้ว่า การผนวกขอบฟ้าต่างๆให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” (the fusion of horizons) อย่างไรก็ตาม Gadamerก็ยังไม่ได้สรุปว่าความเข้าใจที่เรามีอยู่ในเวลานี้จะเป็นความเข้าใจที่สมเหตุสมผลหรือไม่ นี่ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดของการทำความเข้าใจมโนทัศน์ ความเข้าใจ ความหมายในตัวบทและการเข้าหาความจริงแต่เพราะว่าเขาเพียงต้องการชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจที่เรามีย่อมมีความสมบูรณ์แบบได้และก็หลากหลายด้วย

                จากทฤษฎีว่าด้วยศาสตร์การตีความ วิธีการหาความรู้วิธีนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการศึกษาอย่างหลากหลาย เพื่อที่จะเข้าใจในความรู้ที่ดำรงอยู่ ตัวอย่างของการนำศาสตร์การตีความมาใช้ได้แก่ การตีความเรื่องเล่าของ Paul Ricoeur, การตีความหมายความหมายทางประวัติศาสตร์ผ่านสถาปัตยกรม หรือการตีความสังคมผ่านงานประเภทวรรณกรรม

                ในการทำความเข้าใจการตีความเรื่องเล่าตามแนวทางของ Ricoeur สิ่งสำคัญประการแรกที่ต้องเข้าใจคือลักษณะของเรื่องเล่า ในฐานะ วาทกรรมทางการเขียน Ricoeur ยึดถือแนวคิดเชิงโครงสร้างนิยม (structuralism) ที่ริเริ่มโดย Ferdinand de Saussure ที่แบ่งระหว่างระบบภาษา(langue)และวาทกรรม(parole)

                -ระบบภาษา เป็นระบบของสัญญะที่นิยามซึ่งกันและกันมันจึงมีความสมบูรณ์ในตัวมันเอง

                -วาทกรรม คือเหตุการณ์ทางภาษาที่ผู้ส่งสารใช้ระบบภาษามาผลิตสารเพื่อสื่อไปยังผู้รับสารซึ่งแบ่งได้เป็น2ประเภท

                .วาทกรรมทางการพูด มีลักษณะไม่นิ่งติดอยู่กับบริบทการสื่อสาร

                .วาทกรรมการเขียน มีลักษณะนิ่งในรูปตัวอักษร ผลิตขึ้นภายใต้การกำกับของจารีตการผลิตงาน

                เรื่องเล่าที่ว่านี้ก็คือวาทกรรมที่ถูกทำให้นิ่งประเภทหนึ่ง และด้วยส่วนประกอบหรือส่วนย่อยที่มากมายนี้เองทำให้การตีความอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ หรือไปไม่ถึงความจริงที่สมบูรณ์ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกในการตีความคือการหาองค์รวม วิธีการหาองค์รวมของRicoeurนั้นจะกระทำโดยการเดาผ่านการพิจารณาและถกเถียง สิ่งที่จะต้องทำในเบื้องแรกก็คือการเข้าหาส่วนย่อยที่เราสัมพันธ์จากการตีความตัวบท เมื่อเราเห็นความหมายของส่วนย่อยภายในบริบทขององค์รวมแล้ว มันก็จะก่อให้เกิดเอกภาพแก่ตัวบทขึ้นแล้วมันก็จะสามารถทำให้เราบ่งชี้ถึงองค์รวมได้ นั่นก็คือเห็นความหมายขององค์รวมจากส่วนย่อยต่างๆนั่นเอง และเมื่อเราได้องค์รวมแล้ว เราก็นำมันมาเป็นกรอบในการทำความเข้าใจความหมายของส่วนย่อยอีกครั้งหนึ่ง ในกรณีที่มีการเสนอองค์รวมที่หลากหลาย การจะตัดสินว่าข้อเสนอใดดีที่สุดก็โดยการพิจารณาว่าองค์รวมที่เสนอใดอธิบายส่วนย่อยได้สอดคล้องกลมกลืนมากที่สุด และนี่คือสิ่งที่เรียกว่าวงเวียนแห่งการทำความเข้าใจ ก็เพราะเราเห็นความหมายของส่วนย่อยภายในบริบทขององค์รวมและเห็นความหมายขององค์รวมจากส่วนย่อยต่างๆนั่นเอง จากวงเวียนแห่งความเข้าใจเมื่อสักครู่จะเห็นได้ว่า เราได้เอกภาพแก่ตัวบทแล้วสิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือเอกภาพนี้มันเป็นเสมือนกุญแจของการตีความที่ทำให้เราสามารถเริ่มการอธิบายได้ ซึ่งการอธิบายได้นั้นเปรียบดั่งบันไดขั้นที่หนึ่งในการตีความเรื่องเล่า นั่นก็คือการทำความเข้าใจเพื่อนำไปสู่การอธิบาย และบันไดขั้นที่สองคือนำการอธิบายไปสู่การทำความเข้าใจ

นอกจากการเป็นกุญแจแห่งเอกภาพของความหมายRicoeurเสนอว่าควรมีการอธิบายให้เห็นว่าความหมายดังกล่าวซึ่งอยู่ระดับพื้นผิวนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร Ricoeur อธิบายในประเด็นนี้ว่าในขณะที่ความหมายพื้นผิว (เอกภาพจากการหาของเรา) อ้างถึงโลกของเรื่องที่เล่า โครงสร้างที่วิเคราะห์ได้อ้างถึงโลกที่เป็นไปได้

                ในส่วนของการทำความเข้าใจสังคมผ่านงานวรรณกรรมนั้น จะกล่าวได้ว่าในโลกของวรรณกรรมในเชิงสังคม วรรณกรรมมีความสัมพันธ์กับสังคมอย่างแยกไม่ได้ ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น ๓ ประเด็น คือ วรรณกรรมมีอิทธิพลต่อสังคม สังคมมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมหรือนักเขียน และ วรรณกรรมเป็นภาพสะท้อนสังคม กล่าวคือ การอ่านงานวรรณกรรมนั้นจะช่วยให้เราเข้าใจสังคมได้เพราะนักเขียนนั้น เป็นสมาชิกของสังคม งานวรรณกรรมจึงถ่ายทอดเอาภาพสังคมหรืออุดมการณ์ความคิดเบื้องหลังเข้าไว้เสมอ วรรณกรรมนั้นจึงมีสถานะของการดำรงอยู่เพื่อการถ่ายทอดการมีชีวิต หรืออาจกล่าวได้ว่าศิลปินผู้สร้างวรรณกรรมนั้นคือผู้สร้างสรรค์วิญญาณแห่งการมีชีวิต ซึ่งสุดท้ายแล้วเราจะเห็นวงเวียนของวรณณกรรมในการกลับไปสร้างสังคมอีกชั้นหนึ่งเรื่อยไปเพราะงานวรรณกรรมเองจะไปมีบทบาทต่อสังคมอีกต่อหนึ่ง ดังตัวอย่างเช่นงานเรื่องข้างหลังภาพของศรีบูรพานั้นได้สะท้อนถึงการล่มสลายของชนชั้นผู้ดีเก่าในสังคมการเมืองไทย แต่ยังสร้างภาพและพยายามหลอกตัวเองให้ดำรงความสุขอยู่ได้ในสังคมและการเกิดขึ้นแทนที่ของชนชั้นนำใหม่ซึ่งมาจากนักธุรกิจ นายทุน และเข้ามาเพื่อทำลายชนชั้นนำเก่านั่นเอง

                ในเรื่องการเมืองและสังคมในศิลปะสถาปัตยกรรมนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าสถาปัตยกรรมที่ปรากฎอยู่ย่อมแฝงไปด้วยความหมายตลอดจนเป็นสิ่งที่สะท้อนความคิดและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในแต่ละยุคสมัย โดยแบ่งความหมายออกเป็น ๒ ระดับ คือ ความหายระดับประโยชน์ใช้สอยและความหมายระดับวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลผลิตของสังคมนั้น ๆ กำหนดความหมายมา การจะเข้าใจความผมายที่แผงอยู่จึงค้องอาศัยการตีความเป็นสำคัญโดยค้นหาเหตุผลที่แฝงอยู่งเบื้องหลังการเกิดขึ้นของงานนั้น ๆ หรือความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่อาจทำให้เราเข้าถึงควมหมายที่แท้จริงได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าในการศึกษางานสถาปัตยกรรมจะมีปัจจัยส่วนย่อยประกอบการค้นหาความหายความจริงที่แฝงอยู่ภายในแต่ก็ยังเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะเสียความเป็นกลางได้เพราะสุดท้ายอาจเป็นการตีความบนฐานความคิดของตนเองเสียซึ่งในงานศึกษาสถาปัตยกรรมนี้ ย่อมเป็นการเปิดเผยอย่างชัดเจนว่า ในการตีความย่อมไม่สามารถอ้างความเป็นกลางได้ เพราะสำหรับงานทางประวัติศาสตร์จำเป็นที่จะต้องใช้กรบความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเข้ามาจัดระเบียบข้อมูลทางประวัติศาสตร์ให้มีความเชื่อมโยงกัน นั่นคือ อคติทางวิชาการ นั่นเอง สุดท้ายแล้วภายใต้อคติทางวิชาการ เราย่อมสามารถเข้าถึงความจริงได้หากเราเข้าใจบริบททางสังคมได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอ

 

 

ตอบข้อสอบวิชา วิธีวิทยาทางสังคมศาสตร์

อธิบายศัพท์ทางวิชาการให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยเลือกอธิบาย 4 คำ ดังนี้
 

หลังโครงสร้างนิยม (post structuralism)

 

                หลังโครงสร้างนิยมเป็นการได้มาซึ่งความรู้วิธีหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับศาสตร์การตีความ (hermeneutics) คือให้ความสำคัญกับการสถาปนาทางความหมาย (meaningful constitution) ที่เกิดขึ้นผ่านทางวาทกรรม (discourse) จุดต่างกันนั้นคือ หลังโครงสร้างนิยม จะเน้นที่ระดับสังคม มากกว่าระดับปัจเจกหรือกลุ่มคนจึงกล่าวได้ว่าไม่มีบทบาทของมนุษย์เข้ามาเกี่ยว ซึ่งต่างกับศาสตร์การตีความที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของมนุษย์ในการตีความผ่านการสื่อสารภายใต้บริบทของสังคม แต่ก็ยังคล้ายคลึงกันในการให้ความสำคัญกับความศักดิ์สิทธิ์ของภาษา และเห็นว่าจะไม่สามารถเข้าใจความเป็นจริง (reality) ได้ถ้าไม่ผ่านการสถาปนาทางความหมายหรือมีการสร้างวาทกรรมผ่านภาษาดังนั้นภาษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

                หลังโครงสร้างนิยมไม่เชื่อในทฤษฎีที่เป็นทางการและเชื่อว่าไม่มีทฤษฎีใดถูกต้องเสมอในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมดังนั้นการได้มาซึ่งความรู้จึงเน้นที่การเลือกหลักฐานที่สนองต่อเป้าหมายที่ตนต้องการ หลังโครงสร้งนิยมนั้นจะไม่สนใจเรื่องความถูกต้องของความรู้ เพราะการที่จะบอกว่าสิ่งใดถูกหรือผิดนั้นเป็นเพียงมายาคติ การประเมินความรู้จึงขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะถูกนำไปใช้ และสุดท้ายคือความก้าวหน้าในความรู้ซึ่งมีลักษณะแบบสัมพัทธ์นิยม (relativism) สิ่งต่าง ๆ มีลักษณะสัมพันธ์กันไม่สามารถอ้างอิงสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบวัตถุวิสัย (objectivity) และความจริง (truth) ที่อยู่ภายนอกได้ การจะรู้สิ่งใด ๆ ได้ต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น อีกทั้งความรู้นั้นจะมีการแปรเปลี่ยนจึงไม่อาจนำความรู้ในแต่ละช่วงความคิดมาเปรียบเทีบกันได้เพราะต่างก็มีความเฉพาะเจาะจงและเป้าหมายในการศึกษาอธิบายที่แตกต่างกัน

มายาคติ (Myths)

                มายาคติ คือ กระบวนการของความคิดความเชื่อทั้งหลายที่ดำรงอยู่ในสังคม ซึ่งดำรงสถานะของตนผ่านการกระทำทางวัฒนธรรม มีลักษณะเป็นค่านิยมที่ถูกสร้างขึ้น แต่ผู้คนกลับรู้สึกเสมือนว่าเป็นไปตามธรรมชาติ และโดยเฉพาะเมื่อมายาคติเหล่านั้นถูกสร้างโดยชนชั้นกลางในสังคมผ่านการทำให้คติความเชื่อ ค่านิยมหรืออุดมการณ์ของตนกลายเป็นมีสถานะเป็นสากล โดยอาศัยสิ่งรอบตัว เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ของเล่น โฆษณา ฯลฯ นั่นจึงเป็นการชี้ให้เห็นว่าการบริโภคยุคปัจจุบันมิได้เพียงบริโภคประโยชน์ใช้สอยแต่ยังบริโภคมายาคติหรือความหมายแฝงเร้นทางวัฒนธรรม

                มายาคติทำงานผ่านระบบของการสื่อความหมายหรือสัญญวิทยา ซึ่งมีหลายรูปแบบมิได้จำกัดความอยู่แต่เพียงเรื่องภาษาโดยผ่านการซ่อนตัวอยู่ในฐานะของความหมายสัญญะ เนื่องจากแนวคิดสัญญศาสตร์จะมีหน่วยของสัญญะประกอบด้วยรูปสัญญะ คือ ส่วนที่เป็นรูปธรรมรับรู้สัมผัสได้ และความหมายสัญญะซึ่งเป็นมโนทัศน์ซึ่งเกิดจากการรับรู้รูปสัญญะ ซึ่งในทางวัฒนธรรมนั้นมายาคติได้ถูกทำให้เสมือนไร้ความสามารถ มีความโปร่งใสไร้เดียงสา แต่แท้ที่จริงแล้วการนำเอารหัสทางวัฒนธรรมเข้าสวมทับรูปสัญญะหรือประโยชน์ใช้สอยของวัตถุนั้นก็คือมายาคติซึ่งทรงอานุภาพอยางมหาศาลในระบบสังคม

วิภาษวีธี (dialectic)

                วิภาษวิธี แบ่งได้เป็น ๒ ส่วน เริ่มจากศตวรรษที่ ๑๙ เมื่อ Hegel นำเสนอกระบวนความคิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติและในสังคมไปในแนวทางของปรัชญาจิตนิยมที่ว่าการพัฒนาในทุกขั้นตอนนั้นเกิดจากจิต เมื่อจิตเกิดความขัดแย้งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สูงขึ้น เป็นจิตที่มีเอกภาพใหม่แล้วก็จะเกิดการขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงไปสู่ขั้นที่สูงกว่าอีก เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ สำหรับ Hegel แล้วประวัติสาสตร์นั้นขับเคลื่อนด้วยจิต (mind) หรือความคิด (idea) นั่นเอง

                ในส่วนของ Marx นั้น ได้รับวิภาษวิธีของ Hegel มาปรับใช้แต่เขามองกว้างออกไปกว่านั้น โลกภววิสัยของเขาไม่ใช่เป็นเพียงแค่การสะท้อนออกของจิตหรือความคิด แต่เป็นโลกที่มนุษย์ (ในฐานะ Production force) เข้ามามีความสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น ๆ ภายในสังคมที่ดำรงอยู่ (relation of production) ท่ามกลางแวโน้มแห่งการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงที่ไม่ขาดสายก่อกำเนิดเป็นโครงสร้างพื้นฐาน (base structure) ของสิ่งที่เขาเรียกว่า แบบวิธีการผลิต (mode of production)

                แต่เมื่อพลังการผลิต (Production force) ของสังคมได้พัฒนาไปจนเกิดความขัดแย้งกับความสัมพันธ์ทางการผลิต (relation of production) กลายเป็นโซ่ตรวนถ่วงพลังการพัฒนา เมื่อนั้นยุคสมัยแห่งการปฏิวัติสังคมก็จะมาถึง ส่งผลให้แบบวิธีการผลิตเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นภายใต้เงื่อนไขแวดล้อมที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่และรับสือทอดมาจากอดีตประวัติศาสตร์ของมนุษย์จึงเคลื่อนที่ไปด้วยผลแห่งความขัดแย้งและการแก้ไขความขัดแย้งเหล่านั้นในสังคมนั่นเอง

การลดทอน (reduction)

                การลดทอนนั้นคือการย่นย่อความหลากหลายและความซับซ้อนที่เกิดขึ้นในปรากฏการณ์ทางสังคม หรืออาจเป็นการเลือกเน้นปัจจัยเดียวเป็นตัวแปรกำหนดปรากฏการณ์ โดยในแต่ละสำนักคิดนั้นการลดทอนจะทำหน้าที่ต่างกันบ้างกล่าวคือ ในสำนักโครงสร้างนิยม การลดทอนจะย่อยฐานะความเป็นองค์ประธานของมนุษย์ เพื่อเข้าไปสู่ระดับจิตไร้สำนึกว่าสิ่งใดเป็นตัวควบคุมความคิด และใช้วิธีการศึกษาส่วนย่อยเพื่อนำไปสู่เอกภาพของส่วนใหญ่โดยดูจากองค์ประกอบและสายสัมพันธ์ ในสำนักประจักษ์นิยมนั้น การลดทอนกระทำกระบวนการด้วยการลดทอนปรากฏการณ์ที่จะศึกษาลงเป็นเพียงเรื่องของตัวแปร เพื่อชี้ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุและผลลัพธ์ของบรรดาตัวแปรเหล่านั้น รวมถึงย่อส่วนคำอธิบายจากระดับหนึ่งสู่ระดับหนึ่งด้วย ในสำนักปรากฏการณ์วิทยา การลดทอนกระทำโดยการใส่วงเล็บ (bracketing) บรรดาพื้นฐานเดิมต่าง ๆ ของเราก่อนลงมือศึกษาสิ่งนั้นเพื่อให้การศึกษาปลอดจากอคติและความลำเอียงต่าง ๆ และเพื่อให้สิ่งที่ศึกษาเผยตัวตนต่อผู้ศึกษาได้อย่างเต็มที่ และในสำนักโครงสร้างนิยมและสัญวิทยานั้นจะทำการผ่า/แบ่งสิ่งที่ศึกษาและเชื่อว่าสรรพสิ่งถูกกำหนดภายใต้กฏเกณฑ์ รหัส หรือโครงสร้างกำกับการคิด ซึ่งหากเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ก็จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้ ปัญหาคือการอธิบายแบบย่นย่อส่วนหรือการลดทอนนี้เน้นที่การทำความเข้าใจผ่านการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนเลือก โดยมองข้ามความสลับซับซ้อนของสังคม ซึ่งนั่นอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดการอธิบายแบบเหมารวมความหมายไปในทางใดทางหนึ่งได้

9月29日

เอกสารคัดย่อรายงานการศึกษาปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างในระบบพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540

พรรคการเมืองในสถานะของการเป็นสถาบันทางการเมืองนั้น มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ในหลาย ๆ ประเทศ สำหรับประเทศไทยก็เช่นกัน พัฒนาการของพรรคการเมืองมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดก่อนเกิดการรัฐประหาร เดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ระบบพรรคการเมืองของประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบบซึ่งถูกออกแบบมาชุดหนึ่งซึ่งเรียกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 โดยที่เราเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีและถูกเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่อย่างไรก็ตามภายใต้ระบบที่ถูกออกแบบมา หากเราพิจารณาจะพบได้ว่ามีปัญหาของการจัดระบบการเมือง ซึ่งการจัดระบบดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระดับของปัจเจกชนอันเป็นการกั้นขวางการดำเนินไปของความเป็นปกติธรรมดา อันอาจเรียกได้ว่า เป็นความรุนแรงซึ่งเป็นระดับของความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

 

                การทำความเข้าใจเรื่องความรุนแรงนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเอาใจใส่และการเปิดใจยอมรับ ในบางครั้งอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจหรือทำใจได้ว่าสิ่งที่เห็นหรือเป็นนั้นเป็นความรุนแรง ปัญหาที่น่าสนใจของความรุนแรงคือ หลาย ๆ ครั้งความรุนแรงถูกทำให้เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสมควร และในบางครั้งสังคมเองก็เรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาซึ่งนั่นไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง

 

                ความรุนแรงนั้น มีลักษณะเป็นกระบวนการ (Process) ซึ่งประกอบไปด้วย ที่มา (Sources) ของความรุนแรงในฐานะผู้กระทำ (Subject) ความรุนแรง วิธีการ/การกระทำ (Verb) และ ผู้ถูกกระทำ (Object) ในฐานะของเป้า (Target) ของความรุนแรงและเหยื่อ (Victim) ของความรุนแรง ด้วยในสถานการณ์ของความรุนแรงนั้น เหยื่อคือผู้ที่ได้รับผลของความรุนแรงนั้น อาจมิใช่เป้าที่แท้จริงของการก่อความรุนแรงนั้น ๆ ก็ได้ โดยหากจะพิจารณาความรุนแรงอย่างง่ายนั้น ทฤษฎีความรุนแรงที่น่าสนใจคือการมองความรุนแรงของของศาสตราจารย์โยฮัน กัลตุง(ซึ่งเป็นอาจารย์ของ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์) โดยมองความรุนแรงเป็นระดับของความรุนแรง หรืออาจเรียกว่าชั้นของความรุนแรง (มองความรุนแรงคล้ายกับชั้นดิน) ซึ่งอาจารย์กัลตุงนำเสนอการมองความรุนแรงเป็น 3 ชั้นดังนี้

 

ความรุนแรงทางตรง (Direct violence)

ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence)

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (Cultural violence)

 

                หากอธิบายอย่างง่าย คือ ชั้นที่อยู่บนสุดเราก็จะมองเห็นได้ง่ายที่สุด และลึกลงมาก็จะมองเห็นหรือทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ชั้นบนสุดของความรุนแรงคือความรุนแรงที่เห็นชัดที่สุดซึ่งเรียกว่า ความรุนแรงทางตรง (Direct violence) ความรุนแรงในชั้นนี้มองเห็นได้ง่ายเพราะผลของความรุนแรงมักเป็นความรุนแรงที่กระทำต่อร่างกายและผลของความรุนแรงเป็นไปในเชิงทำลายร่างกายเชิงกายภาพโดยผู้กระทำความรุนแรงทางตรงนี้จะเป็นบุคคลกระทำต่อบุคคล ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือความตาย ในชั้นที่ลึกลงมาซึ่งเรียกว่าความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (structural violence) ปัญหาของชั้นนี้คือผู้กระทำความรุนแรงไม่ใช่บุคคลแต่เป็นโครงสร้างนั่นหมายถึงไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาภายใต้ระบบหรือโครงสร้างนี้ย่อมไม่มีความแตกต่างกันเพราะโครงสร้างได้กำหนดกระบวนการของระบบไว้แล้วจึงไม่แตกต่างกันเมื่อเปลี่ยนตัวบุคคล ความรุนแรงเชิงโครงสร้างนี้สามารถอธิบายได้อย่างง่ายที่สุดคือ โครงสร้างหรือระบบใด ๆ ก็ตามที่ขัดขวางต่อการพัฒนาศักยภาพสูงสุดที่จะดำเนินไปได้ของชีวิตมนุษย์ผู้หนึ่งโครงสร้างหรือระบบเหล่านั้นเรียกว่า ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และชั้นที่ลึกที่สุดของความรุนแรงนั้น อาจารย์กัลตุงให้ข้อสรุปว่าความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม(Cultural violence) เป็นชั้นของความรุนแรงที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหวต่ำที่สุด เมื่อความรุนแรงชั้นบนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและสลายไปแล้วแต่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมนั้นก็ยังคงอยู่ หน้าที่ของความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมนั้นอาจารย์กัลตุงให้ข้อสรุปว่าความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมจะทำหน้าที่ในการสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง 2 ชั้นข้างบนกล่าวคือ ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างมายาคติในการทำให้คนในสังคมเชื่อว่าสิ่งที่ตนพบเห็นหรือสิ่งที่กำลังกระทำอยู่เหล่านั้นเป็นสิ่งถูกต้องโดยอธิบายเป็นแผนภาพได้ดังนี้

 

                                                        Direct violence                                     structural violence

 

 

 


 

Cultural violence

 

โดยชั้นของความรุนแรงที่เราสนใจคือความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ซึ่งจะพิจารณาในเชิงระบบของพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ว่ามีการแฝงความรุนแรงเชิงโครงสร้างไว้ในรูปแบบใดบ้างอย่างไร

 

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างในระบบพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 นั้น หากจะพิจารณาแล้ว ต้องพิจารณาโดยเชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคมไทย กล่าวคือตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาโครงสร้างสังคมไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องแต่ถือว่าค่อนข้างช้า สิ่งที่นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสูงคือการเปลี่ยนแปลงจากสังคมพึ่งพึงทรัพยากรเป็นสังคมบริโภคทรัพยากร ปัญหาที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงหนีไม่พ้นปัญหาการจัดสรรการกระจายทรัพยากรซึ่งจะกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางอำนาจและอำนาจอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งความไม่สมดุลของการจัดการทรัพยากรดังกล่าวเป็นฐานที่สำคัญของการดำรงอยู่ของกลไกการอุปถัมป์โดยถูกต้อง จึงอาจกล่าวได้ว่าโครงสร้างสังคมของไทยนั้นนอกจากจะยึดโยงกันอยู่เพียงหลวม ๆ แล้ว ยังมีความอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง

 

                ในกรณีสุดท้ายคือข้อพิจารณาว่าด้วยความรุนแรงเชิงโครงสร้างในระบบพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 สามารถสรุปเป็นประเด็นต่าง ๆ ได้ดังนี้

                รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาภายใต้ฉันทามติลวงซึ่งไร้การพิสูจน์ว่า ระบบพรรคการเมืองคู่ดีกว่าระบบพรรคการเมืองหลายพรรค โดยเห็นว่าพรรคใหญ่ดีกว่าพรรคเล็ก ระบบจึงออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคใหญ่ด้วยการยกเสียงของประชาชนที่เลือกพรรคเล็กในการเลือกตั้งประเภทบัญชีรายชื่อพรรค (Party list) ซึ่งได้คะแนนน้อยกว่า 5% ให้กับพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงเกินกว่า 5% ซึ่งในแง่นี้แล้วเสมือนเป็นการฆาตรกรรมโอกาสในการมีชีวิต (ฆ่าตายตั้งแต่ยังไม่ได้เกิด)

                รัฐธรรมนูญที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีมีความเข้มแข็งโดยให้อำนาจในการปลดรัฐมนตรีจากตำแหน่งอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไรกรณีนี้ก็เป็นความรุนแรงที่ถูกระบบรองรับและทำให้ประชาชนเชื่ออย่างสนิทใจว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัย

                ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรคการเมืองถูกออกแบบมาให้มีความเข้มแข็งและสามารถดำรงสถานะความเป็นสถาบันทางการเมืองได้ แต่ในทางกลับกันโครงสร้างของสังคมเมื่อผนวกรวมเข้ากับโครงสร้างระบบพรรคการเมืองแล้วเราพบสิ่งที่น่าสนใจคือพรรคการเมืองมิอาจเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนตามเจตนารมณ์ได้ แต่กลับเป็นศูนย์ในการรวมฐานการสนับสนุนของมวลชน เกิดการแย่งชิงพื้นที่สาธารณะ และการควบคุมระบบคิดมูลฐานของมวลชนอย่างหยั่งลึก ผ่านโครงสร้างความยอมรับนับถือของระบบสังคมอุปภัมป์ ซึ่งเป็นการเอื้อให้ระบบทุนใหม่ก้าวเข้ามากุมอำนาจการเมืองผ่านการเลือกตั้งทั่วไป กระบวนการดังกล่าวจึงเป็นการเบียดทับภาคประชาชนให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือในการได้มาซึ่งอำนาจของพรรคการเมือง ความรุนแรงของโครงสร้างนี้ได้กระทำต่อประชาชนหมู่มากโดยมิอาจจะก้าวล่วงผ่านโครงสร้างดังกล่าวได้ จำต้องตกเป็นทาสของพรรคการเมืองอย่างมิอาจดิ้นหลุด เป็นการกดกลบประชาชนไว้ภายโครงสร้างแนวดิ่งทางการเมือง จมลึกลงสู่เบื้องฐานจนมิอาจเข้าถึงการได้อำนาจทางการเมืองได้อย่างสิ้นเชิง

                โดย พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมิข้อกำหนดข้อหนึ่งที่มีความน่าสนใจ สำหรับตัวผู้ศึกษาแล้ว ผู้ศึกษาคิดว่าข้อกำหนดดังกล่าวควรถูกจัดเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างข้อหนึ่งที่รุนแรงยิ่ง กล่าวคือ มีการบัญญัติให้ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ และไม่อาจร่วมกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ ได้เลยในพื้นที่ทางการเมืองไทย การผลักขับคนเหล่านั้นให้ตกออกนอกกรอบของกติกาทางการเมืองนับว่ามีความรุนแรงมาก เพราะไม่ว่าจะพิจารณาอย่างไรคนเหล่านี้ก็จัดว่าเป็นคนไทย การกระทำดังกล่าวย่อมส่งผลถึงการเกิดขึ้นของการเมืองนอกระบบซึ่งดำเนินกิจกรรมอยู่เบื้องหลังภาพหน้าของการเมืองมหรสพแต่เป็นการต่อรองอำนาจที่ส่งผลร้ายต่อสังคมไทยอย่างสูง

                มาตรการการสังกัดพรรค 90 วันก่อนการเลือกตั้งและการให้อำนาจหัวหน้าพรรคในการชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองนั้น ในทางปฏิบัติแล้วไม่อาจแก้ปัญหาเรื่องการย้ายพรรคได้เลยนอกจากมีการประกาศยุบสภากระทันหัน และอย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวก็นับว่าเป็นการตัดโอกาสทางการเมืองอย่างมิต้องสงสัย เครื่องประหารนี้นับว่ามีความทรงอานุภาพยิ่ง เมื่อลูกพรรคไม่ยอมปฏิบัติตามที่พรรคหรือหัวหน้าพรรคต้องการ ระบบพรรคการเมืองที่ออกแบบมาแล้วดังนี้ย่อมสังหารนักการเมืองที่ดีได้อย่างที่ถูกทำให้เชื่อว่าถูกต้อง

                สุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือโครงสร้างทางการเมืองที่มีการแย่งชิงอำนาจสูงเช่นที่เป็นภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 นี้ หากพิจารณาในบริบทของการเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการที่อำนาจทางการเมืองจะมีการให้คุณให้โทษต่ออำนาจท้องถิ่น ระบบที่กดดันให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ได้รับการเลือกตั้ง อาจนำไปสู่จุดสูงสุดของความรุนแรงคือ “การตาย” ของใครหลาย ๆ คน

                กล่าวโดยสรุปปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะการออกแบบโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างการเมือง ผู้ศึกษามิอาจสรุปได้ว่า การออกแบบให้ระบบพรรคการเมืองแฝงเร้นไว้ด้วยความรุนแรงดังกล่าวมาข้างต้น เป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ความรุนแรงเหล่านี้อาจส่งผลต่างกันในเชิงคุณค่าถ้าเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจแต่ความรุนแรงดังกล่าวก็ยังคงอยู่มิได้สูญสลายไปไหน วิถีทางที่ดีที่สุดจึงควรเป็นการออกแบบโครงสร้างอำนาจและโครงสร้างการเมืองที่สามารถทำให้ความรุนแรงดังกล่าวสลายไปได้ แต่นั่นต้องไม่ใช่การเอาความรุนแรงเชิงโครงสร้างชุดอื่นมาแก้ปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่เป็นอยู่ หรือในระดับประชาชนสิ่งที่ทำได้ใกล้ตัวมากที่สุดคือการตั้งคำถามกับระบบที่ดำเนินไปโดยไม่ตกลงปลงใจ ยอมเชื่อรับนับถือในสิ่งที่ถูกออกแบบมาแล้วว่าเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องคิดต่อระบบในเชิงวิพากษ์มากขึ้นและผลักดันให้เกิดการร่วมมือและการรองรับการเมืองภาคประชาชนที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น

 

 

สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม(เอกสารสำคัญ)

-                    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักนไทย พ.ศ. 2540

-                    พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541

-                    รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 19 ฉบับที่ 3, บทความจากการสัมมนาวิชาการ ความรุนแรงในสังคมไทย

-                    Gene Sharp (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์และคณะแปล): Power, Struggle, and Defence (อำนาจและยุทธวิธีไร้ความรุนแรง), 2529

-                    ชัยวัฒน์ สถาอานันท์: ท้าทายทงเลือก ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง, 2533

-                    เอนก เหล่าธรรมทัศน์: สองนัคราประชาธิปไตย แนวทางปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจเพื่อประชาธิปไตย, 2538

 

 

 

 

9月23日

อยากได้เงินซักสามแสนอ่ะ

ตอนนี้กำลังไล่ล่าความฝันชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นนึงอยู่นั่นคือ
 
ขออนุมัติจัดทำโครงการ ค่ายนักรัฐศาสตร์รุ่นเยาว์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 1
 
ซึ่งจะมีกำหนดจัดในเดือนมีนาคมปีหน้า รับเด็ก ม.ปลายจากทั่วประเทศ 60 คน
 
แต่ปัญหาสำคัญของโครงการคือ เราจะเอาเงินมาจากไหน
 
โครงการนี้ใช้งบอย่างต่ำ ๆ 250,000 บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
 
ไม่อยากเก็บเงินน้อง และ ที่สำคัญ อยากทำเสื้อ กะ กระเป๋าผ้าให้น้อง ด้วย
 
คิดแล้วก็เหนื่อย ใครพอมีช่องทางหาเงินง่าย ๆ ถูกกฎหมาย ช่วยบอกที 
9月15日

ความหมายของเลข 13 หลักในบัตรประจำตัวประชาชน

หลักที่ 1 หมายถึงประเภทบุคคลซึ่งมี 8 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1
ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติ ไทย ได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา
ตั้งแต่1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 2
ได้แก่ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา
(ตั้งแต่ 1 มกราคม 2527)
ประเภทที่ 3
ได้แก่คนไทยและคนต่างด้าวที่ มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
และมีที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (1 ม.ค. -  31 พ.ค.2527)
ประเภทที่ 4
ได้แก่ คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้าย
เข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชนในสมัยเริ่มแรก(1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 5
ได้แก่ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่น ๆ
ประเภทที่ 6
ได้แก่ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฏหมาย แต่จะอยู่ในลักษณะชั่วคราว
ประเภทที่ 7 ได้แก่ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย
ประเภทที่ 8
ได้แก่ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฏหมาย คือ ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติ
เป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย

หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนที่ท่านมีชื่อ
ในทะเบียนบ้านในขณะให้เลขสำหรับเด็กเกิดใหม่จะหมายถึงถิ่น
ที่เกิดเลยทีเดียว โดยหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงจังหวัดหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงอำเภอหรือเทศบาล


หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก หรือหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตรแล้วแต่กรณี

หลักที่ 11 และ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคล
ในแต่ละกลุ่มประเภทหรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตรแต่ละเล่มแล้วแต่กรณี

หลักที่ 13 คือ ตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลข 12 หลักแรก